ฎีกาปี พศ. 2544 ที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายวิแพ่ง

รวมคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญมาไว้ให้สืบค้นกันที่นี่ครับ ต้องการฎีกาไหน ค้นหาได้เลย ถ้าหาไม่เจอก็ลงประกาศไว้ ถ้ามีเราจะรีบหามาให้ทันที

Moderator: maclaw, mr_joe141, Jurist2

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:41 pm  

7443/2544 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง จำเลยจะต้องยื่นเอกสารและ คำคู่ความต่าง ๆ โดยตรงต่อศาลภาษีอากรกลาง การจำเลยจะยื่นคำให้การต่อศาล จังหวัดนราธิวาสซึ่งตนมีภูมิลำเนาอยู่ จึงต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 10 การที่จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดพร้อมคำแถลงโดย มิได้ทำเป็นคำร้องต่อศาลจังหวัดนราธิวาสโดยอ้างเพียงว่าจะครบกำหนดยื่น คำให้การ ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันที่ศาลภาษีอากรกลาง ของให้ศาลจังหวัด นราธิวาสรับคำให้การและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำส่งโดยทางโทรสารให้ด้วย และ ไม่ได้ระบุว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างใดจึงเดินทางไปยื่นคำให้การเองไม่ได้ กรณี ไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 10 จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสได้
แต่การที่จำเลยได้เคยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การผ่านศาลจังหวัด นราธิวาสมาก่อนแล้วครั้งหนึ่งและศาลภาษีอากรกลางได้พิจารณาสั่งคำแถลง ดังกล่าวให้ทั้งที่กรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างใดนั้น จึงไม่ชอบ การที่ศาล ภาษีอากรกลางยอมรับและมีคำสั่งให้ดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า สามารถยื่นคำให้การต่อศาลจังหวัดนราธิวาสได้เช่นกัน การที่จำเลยยื่นคำให้การ โดยมิชอบจึงสืบเนื่องมาจากการที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งที่มิได้ปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การไปด้วยความยุติธรรม แต่เนื่องจากได้ล่วงเลยระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยแล้ว กรณีเป็นเหตุสุดวิสัย ที่สมควรขยายระยะเวลาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำให้การต่อศาลภาษีอากรกลาง ต่อไป

6358/2544 ในการนัดพิจารณาครั้งแรกศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์หรือทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ ในวันนัดโจทก์และจำเลยที่ 2 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลชั้นต้นเริ่มต้น ทำการสืบพยานโจทก์ในวันนัดดังกล่าว แต่มิได้มีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด พิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีสำหรับจำเลยที่ 1ไปฝ่ายเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 (ก่อนแก้ไข) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่า ด้วยการพิจารณ การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา สำหรับจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ถูกต้อง และโดยที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในฐานะ ผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเช่นเดียว กับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จึงต้องยกคำพิพากษาศาลล่าง ทั้งสองรวมตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด
www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:42 pm  

2680/2544 จำเลยนำเงินมาวางศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยอ้างว่า ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเนื่องจากยังมีผู้เช่านาทำประโยชน์และผู้เช่านา ประสงค์จะซื้อที่ดินดังกล่าว ในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงไม่คัดค้านที่โจทก์จะขอรับ เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงสั่งอนุญาตให้ โจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไป
แม้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม
เมื่อจำเลยมาศาลและไม่คัดค้าน การที่ศาล ชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงเป็นการสั่งโดยชอบ กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27 ที่จำเลยจะขอให้ศาล สั่งเพิกถอน

5916/2544 ในระหว่างการสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาล นำสำนวนคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งมาผูกติดไว้กับสำนวนคดีตามที่ทนายจำเลยยื่นคำแถลงขอ และอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาออกไปตามที่ทนายจำเลยแถลงขอเวลาในการ ตรวจสอบสำนวนคดีที่มาผูกติดไว้ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานถัดไปเจ้าพนักงานศาล มิได้นำสำนวนคดีแพ่งดังกล่าวมาผูกติดไว้ แต่ทนายจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งยังนำพยานเข้าเบิกความต่อจนเสร็จสิ้น จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีต่อมา จากพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยมิได้โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสองแต่อย่างใด ข้อที่ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:43 pm  

247/2544 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอด ตลาดทรัพย์ของจำเลย โดยอ้างว่าราคาที่ได้ต่ำเกินสมควรโดยเกิดจากความ ไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้องในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309ทวิ วรรคสี่ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในข้อนี้มาด้วย เป็นการไม่ชอบ
เงื่อนไขท้ายประกาศขายทอดตลาดที่กำหนดให้ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ วางประกันความเสียหายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายกรณีผู้ซื้อทรัพย์บิดพลิ้วหรือแกล้ง เข้าประมูลสู้ราคาโดยไม่มีเจตนาจะซื้อทรัพย์จริง น. เพียงเป็นผู้เข้าประมูล สู้ราคารายหนึ่งแต่ผู้ให้ราคาสูงสุดคือ ม. และการที่ น. เข้าสู้ราคาดังกล่าวก็ เป็นเหตุให้ ม. เสนอราคาสูงขึ้น จำเลยจึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ เมื่อจำเลย ไม่ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ให้ น. วางเงิน ประกันก่อนเข้าประมูลทรัพย์ตามเงื่อนไขท้ายประกาศ จำเลยจะอาศัยเหตุ ดังกล่าวมาร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ไม่ได้

960/2544 ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ การที่คู่ความไม่มาศาล ในวันนัดชี้สองสถานไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของ ศาล ศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เท่าที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนความ การที่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อน วันนัดชี้สองสถานโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่นไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ ความว่าทนายโจทก์ติดว่าความจริงจนไม่อาจมาศาลได้ก็ตามก็ไม่เป็น เหตุขัดข้องที่ศาลจะต้องเลื่อนศาลการชี้สองสถานออกไป ที่ศาลชั้นต้นมี คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถาน จึงชอบแล้ว
โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อกำหนดคดี ภาษีอากรฯ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สอง สถานไม่น้อยกว่า 30 วัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของ โจทก์จึงชอบแล้ว
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยมีคำสั่งให้โจทก์นำสืบก่อน ทุกประเด็นเมื่อโจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล โจทก์จึงไม่อาจนำพยาน เข้าสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบพยานที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 87 ที่ศาลขั้นต้น มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน แล้ว พิพาทให้โจทก์แพ้คดีเพราะไม่มีพยานมาสืบจึงชอบแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:45 pm  

2259/2544 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกัน ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้ากับจำเลยร่วมที่ 2 ต่างอุทธรณ์อ้างว่าเหตุเกิด จากความประมาทของอีกฝ่าย อันจะเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าและจำเลย ร่วมที่ 2 นอกจากจะโต้แย้งโจทก์แล้ว ยังโต้แย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกันด้วย ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แต่ละฝ่ายทำการแก้อุทธรณ์ การ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมที่ 1 โดยไม่สั่งให้จำเลย แต่ละฝ่ายส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อยื่นคำแก้อุทธรณ์ตาม มาตรา 235 เป็นการ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาชอบที่จะยก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วย้อนสำนวนให้กลับไปดำเนินการใหม่เสีย ให้ถูกต้องตาม มาตรา 243 (2) และ มาตรา 247
ปัญหาดังกล่าวเป็น ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้มีการยกขึ้นว่า กล่าวกันมาในศาลล่างทั้งสอง จำเลยทั้งห้าก็มีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม มาตรา 249 วรรคสอง

6629/2544 ที่โจทก์ฎีกาว่าสิทธิพื้นฐานในการอุทธรณ์ควรมี 30 วันเมื่อมีเอกสาร ครบถ้วนนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 กำหนดให้คู่ความยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลา หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดเวลาดังกล่าวย่อม หมายความว่าคู่ความที่ประสงค์จะอุทธรณ์ต้องดำเนินการต่างๆ ให้แล้วเสร็จตาม กำหนด มิใช่เมื่อมีเอกสารครบถ้วนแล้วจึงเริ่มนับระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่โจทก์อ้าง ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนหากโจทก์ได้รับสำเนาเอกสารในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ตามนัด โจทก์ก็จะมีเวลาสำหรับคำฟ้องอุทธรณ์ 12 วัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่โจทก์ ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และน่าจะเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับคดีที่ไม่ได้มีปัญหา มากนักดังคดีนี้ การที่โจทก์อ้างว่าได้รับสำเนาเอกสารครบถ้วนในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ช้ากว่ากำหนดนัดไปเพียง 1 วัน จึงไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะเป็นเหตุสมควร ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ตามที่โจทก์ขออีก
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:46 pm  

5776/2544 เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็น ค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ มาตรา 229 ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที แม้ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดใน การยื่นฎีกาแล้ว โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกา ของโจทก์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มาวางศาลก็ตาม แต่การวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเวลาภายหลังที่ศาล ชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้วย่อมไม่มีผลทำให้ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ ชอบด้วยกฎหมายอันควรรับไว้พิจารณา โจทก์จะอ้างว่าไม่มีเจตนาหรือจงใจ ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้เพราะ มาตรา 247 ประกอบ มาตรา 229 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด อันเป็นการบังคับ โดยไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้ พิจารณาถึงการไม่มีเจตนาหรือจงใจของผู้ฎีกา
เจ้าหน้าที่ศาลคงมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในเรื่องค่าขึ้นศาลว่าโจทก์ผู้ฎีกา ชำระถูกต้องหรือไม่และมีหน้าที่เรียกให้โจทก์ผู้ฎีกาชำระให้ครบถ้วน แต่ ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางศาลเพื่อชำระแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ย่อมล่วงรู้ และอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องดำเนินการเอง โจทก์จึงไม่ อาจกล่าวอ้างถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลมาเป็นเหตุแก้ตัวในความผิด พลาดบกพร่องของตนได้
กรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล พร้อมฎีกา ไม่ใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบ ถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียม ศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ

7587/2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ใน วันที่ 28 ตุลาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ขอขยาย ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำขอ ศาลชั้นต้นอนุญาต จึงครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ดังนั้น การที่ จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2541 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ เมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับ อุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 153 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ยกคำสั่ง รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเสีย อุทธรณ์ของจำเลยหลังจากนี้จึงต้องตกไป การ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งตกไปดังกล่าว จึงไม่ชอบ
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:47 pm  

7206/2544 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสหกรณ์แท็กซี่ร่วมมิตร จำกัด กับสหกรณ์ แท็กซี่รวมมิตร จำกัด เป็นนิติบุคคลเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อสหกรณ์แท็กซี่ รวมมิตร จำกัด เข้ามาจึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกัน และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีแต่ก็มิได้เป็นการ เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษา แต่อย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 180 และ 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่น คำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนา คำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งได้

1335/2544 การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาเป็นเหตุ ให้ไม่อาจทำอุทธรณ์ยื่นได้ภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่ต้องยื่นขอก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนด โจทก์ เพิกเฉยมิได้ยื่นคำขอขยายระยะเวลาเสียก่อนสิ้นระยะเวลาโดยอ้างว่า เข้าใจผิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจดูคำสั่งศาลชั้นต้น ของเสมียนทนายโจทก์ เหตุดังกล่าวนี้เป็นเรื่องความบกพร่องภายใน ของโจทก์เอง ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามความหมายของ มาตรา 23
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:49 pm  

คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1845/2544

จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในวันที่ 21 มีนาคม 2544 แต่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันที่ 11 เมษายน 2544 โดย จำเลยแสดงไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด โดยเฉพาะใบสำคัญความ เห็นแพทย์ท้ายคำร้องก็ระบุว่าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงวันที่ 18 มีนาคม 2544 เท่านั้น กรณีจึงไม่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23

6167/2544 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่กำหนดเวลาให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาล มิใช่เป็นการขยายเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 อันจะทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และจะต้องทำก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ศาลมีอำนาจโดยทั่วไปที่จะกำหนดระยะเวลาได้ การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวมิได้มีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นหรือสิทธิในการวางเงิน ค่าธรรมเนียมต้องสะดุดหยุดอยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นไม่ หาก ศาลฎีกามีคำสั่งเป็นอย่างอื่นย่อมลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นไปในตัว ดังนั้น ศาล ชั้นต้นจึงไม่ต้องรอฟังคำสั่งของศาลฎีกาก่อน มิฉะนั้นคำสั่งของศาลชั้นต้นก็จะไร้ผล การที่จำเลยจะรอคำสั่งของศาลฎีกาโดยที่มิได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่า ธรรมเนียมศาลชั้นต้นก่อนจึงไม่ถูกต้อง
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:50 pm  

5310/2544 นอกจากโจทก์ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับ จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายแล้ว โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้ แก่จำเลยเป็นการตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเสร็จสิ้นไปสมเจตนาของโจทก์ และจำเลยด้วย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้ จำเลยเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยได้ เสนอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์แล้วและได้นำโฉนดที่ดินที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ ให้โจทก์พร้อมค่าเสียหายกับดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปดำเนินการ ให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยได้ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว ก็ไม่มีหนี้ที่โจทก์จะขอบังคับเอาจากจำเลยทั้งสองอีกต่อไป แต่โจทก์ยังคงมีหนี้ ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาคือ เงินค่าที่ดินที่เหลือเป็นการ ตอบแทนเพื่อให้การซื้อขายที่ดินเป็นอันเสร็จสิ้นไป ด้วยเหตุนี้เมื่อโจทก์ได้รับคำบังคับ โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยภายในกำหนดตามคำบังคับ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอหมายบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275
การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือให้แก่จำเลยภายในกำหนดตาม คำบังคับ ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิ์ในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลย หนี้ตาม คำพิพากษาเฉพาะเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันย่อมเป็นอันระงับไป แม้คำพิพากษามิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ปฏิบัติชำระหนี้ค่าที่ดินที่เหลือไว้ก็ตาม เพราะมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยได้ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นการย่นระยะเวลา บังคับคดีอันจะขัดกับ ป.วิ.พ. มาตรา 271

3062/2544 แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่จำเลยก็อุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจใน การลงโทษของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้พิพากษายืน ให้คงลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาล อุทธรณ์ภาค 2 ก็ยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นอ้าง เหตุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวได้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่อาจ ยื่นฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยผิดหลงไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งยังปรากฏด้วย ว่าจำเลยต้องขังในเรือนจำในระหว่างพิจารณามาตลอดและยังไม่ได้รับอนุญาต ให้คัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยาย ระยะเวลาฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยย่อมไม่อาจทราบเหตุผลในคำวินิจฉัยของ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยรายละเอียดถี่ถ้วนในข้อที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านว่า ศาลชั้นต้น รับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากสำนวนความเป็นเหตุให้ใช้ดุลพินิจ กำหนดโทษจำคุกจำเลยในสถานหนัก จำเลยจึงไม่อาจจัดทำฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ กรณีถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่มีเหตุ สมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกานั้น ศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:52 pm  

คำสั่งร้องศาลฎีกาที่ 4048/2544
อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาล พ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาล ไปรับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาล ษ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของเอกชนที่จำเลยมิได้กำหนดให้ผู้ประกัน ตนมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลนั้น เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะใช้ สิทธิตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ อีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าบริการทาง การแพทย์ตามฟ้องให้แก่โจทก์ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย
ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการที่โจทก์ย้ายไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ของเอกชนนั้น ต้องถือว่าเป็นกรณีจำเป็นที่โจทก์ต้องได้รับการบริการทางการแพทย์ อย่างฉุกเฉินตาม พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ มาตรา 59 ซึ่งโจทก์มีสิทธิขอรับ เงินค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ ครั้งแรก โดยไม่รวมระยะเวลาวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าบริการ ทางการแพทย์ให้แก่โจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้จะเป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

6331/2544 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ ไม่ถูกอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายในเดือนภาษีตุลาคม 2536 คลาดเคลื่อนไปจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปตาม ป. รัษฎากร มาตรา 89 (4) และการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิใช่เป็นการมิได้ ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตาม มาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ อันจะทำให้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก สองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงาน ให้ถูกต้องตาม มาตรา 89 (10) ดังที่ เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมิน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ ขาดไปตาม มาตรา 89 (4) เท่านั้น

ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และ มาตรา 246 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 1:53 pm  

4504/2544 คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และ อ. จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยไม่รับรอง เพราะ หนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้องถึง 7 เดือนนั้น จำเลยไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธ โดยชัดแจ้งว่าที่หนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้อง 7 เดือน เหตุใดจึงทำให้โจทก์ ไม่เป็นนิติบุคคลและ อ. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็น คำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสองถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การ ต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก็ตามก็เป็น การวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ของจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว

เดิมจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี มีสิทธิ เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่กลับฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะ เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหา เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยก็มิได้อ้างเหตุผลว่าดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตกอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ดอกเบี้ยให้กู้ยืม ของสถาบันการเงินฯ ไม่ใช่ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แต่จำเลยก็มิได้ แสดงเหตุผลเช่นกันว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าวนี้อย่างไร ฎีกาของจำเลย ในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

2968/2544 ศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งมรดกแก่โจทก์ทั้งสาม ตามสัญญาแบ่งมรดกหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ พิพาท จึงเป็นกรณีโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาท ดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมเท่านั้น โจทก์ทั้งสาม และจำเลยไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน กรณีไม่ใช่ การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้ร้องทั้งสองและ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชนศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน