ฎีกาปี พศ. 2544 ที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายวิแพ่ง

รวมคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญมาไว้ให้สืบค้นกันที่นี่ครับ ต้องการฎีกาไหน ค้นหาได้เลย ถ้าหาไม่เจอก็ลงประกาศไว้ ถ้ามีเราจะรีบหามาให้ทันที

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 2:00 pm  

1001/2544 ชื่อผู้ประกอบการค้าที่เป็นเจ้าของบัตรชดเชยภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ปรากฏอยู่ตอนบนของรายการเป็นของจำเลย และมีรายละเอียดเลขบัตรชดเชยภาษีพร้อมยอดเงินตามบัตรชดเชยภาษี เมื่อจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้าน จึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของบัตรชดเชย ภาษี จำเลยมีหน้าที่ต้องนำเงินตามมูลค่าบัตรภาษีตามเอกสารดังกล่าว มาคำนวณเสียภาษี แต่จำเลยไม่มาพบและไม่นำส่งบัญชีและเอกสาร ประกอบการลงบัญชีเมื่อได้รับหมายเรียกเพื่อตรวจสอบบัญชี จำเลยจึง ต้องรับผิดเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับดังกล่าวก่อนหัก รายจ่ายใดๆ ตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 71 (1) และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย นับแต่ วันพ้นกำหนดและยื่นรายการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี แต่ไม่เกินจำนวน ภาษีที่ต้องเสียจำนวนดังกล่าวตาม มาตรา 22
จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 และแจ้งเลิกประกอบกิจการเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 จึงแสดงได้ว่าในรอบระยะเวลาบัญชีนี้จำเลยประกอบกิจการเต็ม ทั้งรอบระยะเวลาบัญชี จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ประมาณการกำไรสุทธิและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไร สุทธิตามแบบ ภ.ง.ด. 51 สำหรับรอยระยะเวลาหกเดือน เมื่อปรากฏว่า จำเลยไม่ยื่นแบบดังกล่าวตาม มาตรา 67ทวิ (1) จำเลยจึงต้องรับผิดเสีย เงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตาม มาตรา 67ทวิ (1) ตาม มาตรา 67ตรี แห่ง ป. รัษฎากรฯ
ป. รัษฎากรฯ มาตรา 67ตรี ได้กำหนดบทลงโทษให้ผู้เสียภาษีชำระ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว การที่เจ้าพนักงาน ประเมินได้ประเมินให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในจำนวนภาษีเดียวกันอีกจึง เป็นการซ้ำซ้อน การประเมินเบี้ยปรับนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็น ข้อกฎหมายเกี่ยงด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

6321/2544 คดีก่อนจำเลยถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาปลอมและใช้ ตั๋วแลกเงินปลอมแต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยข้อหาปลอมและใช้ตั๋ว แลกเงินอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมโดยให้เหตุผลว่า ตั๋วแลกเงินดังกล่าวไม่ใช่เอกสาร สิทธิ ศาลอาญากรุงเทพใต้จึงมีคำสั่งปล่อยตัวจำเลย และในวันเดียวกันจำเลยถูกจับ และควบคุมตัวในคดีอื่นข้อหาปลอม ใช้หนังสือใบรับฝากตั๋วแลกเงินปลอมรวม 16 กรรมแต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จนกระทั่งโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดย ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 264 | 268 ดังนี้ แม้ว่าตั๋วแลกเงินที่ถูกฟ้อง ในคดีนี้เป็นฉบับเดียวกับที่จำเลยถูกดำเนินคดีเป็นคดีแรก เมื่อปรากฏว่าพนักงาน สอบสวนได้สอบสวนคดีนี้แล้วโดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงย่อม จะผ่านขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาที่จำเลยอ้างว่าคดีนี้ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยแล้ว ฎีกาจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต้องห้ามมิให้ ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15
ขณะยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยถูกฟ้องในคดีอื่นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แม้จำเลยจะ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ก็ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว โจทก์จึงไม่ต้อง นำตัวจำเลยมาศาล เมื่อจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ จึงไม่ต้องขอผัดฟ้องหรือ ขออนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ (อัยการสูงสุด) ฟ้องคดีนี้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 7 และ
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด
www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 2:55 pm  

7221/2544 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทซึ่งจำเลยได้ก่อสร้างปิดทาง ภาระจำยอมอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ในการใช้ทางภาระจำยอมเข้าสู่ ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ชั่งคราวก่อน พิพากษาโดยให้จำเลยรื้อถอนกำแพงพิพาทออกไปก่อน เพื่อโจทก์จะได้ใช้ทาง ภาระจำยอมได้นั้น จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน ที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้องร้องดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) กรณีตามคำร้องมีเหตุที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการ ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ได้ และเมื่อคดีปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ได้ก่อสร้างกำแพงปิดทางภาระจำยอม ทำให้ โจทก์ไม่สามารถผ่านเข้าออกที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ได้โดยสะดวก เช่นนี้ กรณีมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองที่โจทก์ขอมาใช้บังคับตาม มาตรา 255 เฉพาะบริเวณที่ติดกับที่ดินของโจทก์ได้

9574/2544 ป.วิ.พ. มาตรา 290 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเจ้าหนี้ตาม คำพิพากษาข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ เป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม คำพิพากษาจะยกขึ้นโต้แย้งไม่ได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:00 pm  

1157/2544 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 มีสาระสำคัญสองประการ ประการแรกเมื่อได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตาม คำพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัด ทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก กับให้เจ้าหนี้รายอื่นมีอำนาจยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอีกประการหนึ่ง และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าศาลที่มีอำนาจ ออกหมายบังคับคดีคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น เนื่องจาก มาตรา 290 วรรคหนึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้อง ไว้จึงได้บัญญัติไว้ในวรรคห้าว่าในกรณีอายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอ เสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตาม ที่อายัดไว้ และเป็นบทบัญญัติที่เชื่อมโยงมาจากวรรคหนึ่งจึงไม่จำต้อง ระบุศาลที่จะรับคำร้องไว้ในวรรคห้าซ้ำอีกเพราะเป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึง ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามวรรคหนึ่งเมื่อเจ้าพนักงานบังคับ คดีศาลจังหวัดทุ่งสงบังคับคดีตามหมายอายัดแทนศาลจังหวัด นครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แล้วส่งเงินที่ถูกอายัดให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ 19 มกราคม 2542 จึงอยู่ในระยะสิบสี่วันนับแต่วัน ชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัด

552/2544 แม้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปก่อนมาเบิกความ เป็นพยานในชั้นพิจารณา แต่โจทก์อ้างส่งบันทึกคำให้การใน ชั้นสอบาวนเป็นพยานโดยมีพนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำผู้ เสียหายมาเบิกความประกอบและรับรองเอกสารดังกล่าว ผู้ เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง และไปให้การทันทีหลังจากไปรักษาบาดแผลที่โรง พยาบาลแล้ว จึงไม่มีเวลาและโอกาสคิดปรับปรุงแต่งเรื่องเพื่อ กลั่นแกล้งให้การปรักปรำจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมี สาเหตุโกรธเคืองหรือมีเหตุอื่นใดที่จะเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำต้องให้ การเช่นนั้นเชื่อว่าผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนตามความเป็นจริง เมื่อพนักวานสอบสวนให้ชี้ตนร้ายในคืนเหตุ ผู้เสียก็สามารถชี้ตัว จำเลยได้ถูกต้อง ทั้งยืนยันว่าสร้อยคอพร้อมพระเครื่องและธนบัตร เป็นของตนโดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้โจทก์ยังมี ธ. และสิบตำรวจโท ป. ซึ่งพบเห็นเหตุการณ์และช่วยกระชากตัวจำเลย และพวกออกจาการทำร้ายผู้เสียหาย คำเบิกความของพยานทั้งสอง สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย พยานหลักฐานของ โจทก์ประกอบกันมีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจาก ข้อสงสัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ของผู้เสียหาย
ที่จำเลยฎีกาว่ามิได้เป็นจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และให้การรับว่าเป็นบุคลเดียวกันโดยสำคัญผิดนั้น จำเลยมิได้ยกข้อ เท็จจริงดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในศาลชั้นต้น เพิ่งมาโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาล อุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:01 pm  

8138/2544 คำขอให้พิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสองต้องกล่าว โดยละเอียดชัดแจ้งทั้งเหตุที่ขาดนัดและทั้งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล คำขอให้ พิจารณาใหม่ของจำเลยในข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลนั้นกล่าวไว้เพียงว่า หากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐาน ของโจทก์แล้ว จำเลยมีโอกาสชนะคดีเนื่องจากโจทก์จำเลยไม่เคยมีมูลหนี้ต่อกัน ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเท่านั้น กรณีจึงเป็นเพียงการชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ศาลทราบ มิใช่ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้น เพราะมิได้โต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบประการใด เพราะเหตุใด และเป็นการ กล่าวอ้างลอยๆไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า หาก ให้มีการพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิจารณาให้ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ได้ พิจารณาไปแล้ว ซึ่งจะเป็นผลให้จำเลยชนะคดีได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง

3085/2544 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์และโจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้บริหารหน่วยงาน ขายประกันชีวิตของโจทก์แก่ผู้ขอเอาประกันชีวิต โดยจำเลยได้รับเงินเดือนและ แบ่งปันผลประโยชน์จากเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตจากลูกค้าที่จำเลยขาดได้ เหลือ รายได้สุทธิโจทก์ต้องจ่ายให้จำเลยโดยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้ค้างชำระ ดังนี้ เมื่อคำให้การจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมจนถึงวันที่ 16 มกราคม 2537 เป็นเงินต้นและดอกเบี้ยทบต้นถึงวันฟ้อง แสดงว่าหนี้เงินที่ ค้างชำระคิดถึงวันที่ 16 มกราคม 2537 แต่เงินรายได้ของจำเลยเป็นรายได้ที่ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 เมื่อโจทก์รับว่า จำเลยจะต้องนำเงินรายได้ของจำเลยหักกลบลบหนี้ที่จำเลยค้างชำระให้โจทก์ก่อน เช่นนี้จำเลยย่อมมีสิทธินำเงินรายได้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระตามฟ้องได้
โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกให้ชำระต้นเงินกู้ค้างชำระเท่านั้น ส่วนหนี้ค้างชำระอื่น ๆ เช่นการเบิกเงิน เป็นต้น เป็นยอดหนี้ค้างชำระภายหลังที่โจทก์คิดยอดหนี้เงินกู้ ตามฟ้องแล้วเกือบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ ที่ค้างชำระดังกล่าวมาด้วย โจทก์จะนำยอดหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ กับหนี้ที่จำเลยขอให้นำมาหักกลบลบหนี้กับยอดหนี้ตามฟ้องไม่ได้
แม้หนังสือสัญญากู้ยืมข้อ 5 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายใน การเรียกร้องทวงถามในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามไปอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่กำหนด ค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ชอบแล้ว
ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 และ มาตรา 167 และตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งบัญญัติให้ศาลต้องสั่ง ที่หนังสือ สัญญากู้ยืมข้อ 3 วรรคสองและข้อ 5 ระบุให้ผู้กู้ยืมต้องรับผิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินคดีและการบังคับการชำระหนี้ด้วยนั้น ข้อความดังกล่าวเป็นการ ตกลงให้จำเลยต้องชดใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติ ของ ป.วิ.พ. อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับมิได้ จำเลย จึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินค่าทนายความตามที่โจทก์ฟ้อง
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:02 pm  

9452/2544 ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งแล้วว่า แม้จำเลยจะอ้างใน คำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า จำเลยไปประกอบธุรกิจต่างจังหวัดเป็นเวลาเศษ ไม่ทราบว่า ถูกฟ้อง อันแสดงว่าจำเลยได้อ้างเหตุที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันส่งคำบังคับให้จำเลยเป็นเพราะพฤติการณ์พิเศษ นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่จำเลยได้กล่าวไว้ว่าจำเลยได้ทราบคำบังคับตั้งแต่ วันที่เท่าใด เพื่อให้ทราบว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด อันไม่อาจเริ่มต้นนับกำหนด 15 วันได้ ถือได้ว่าจำเลยมิอาจได้กล่าวโดยละเอียด ชัดแจ้งถึงกรณียื่นคำขอล่าช้าและเหตุแห่งการล่าช้านั้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลย จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

8647/2544 อ. ก. และ ป. เจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน คือ ที่ดิน น.ส. 3 ที่จังหวัดมหาสารคาม ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ของเจ้าของมรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่พิจารณา รวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ อ. และ ก. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดมหาสารคามในขณะที่ถึง แก่ความตาย ตาม มาตรา 4จัตวา และขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ป. ซึ่งไม่ได้ มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดมาหาสารคามในคำร้องเดียวกันได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:04 pm  

8304/2544 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ตามเช็คอันมีมูลหนี้มาจากการ ซื้อขายหุ้นในบริษัท ก. ตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็ค พิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการติดตามลูกหนี้ของบริษัท ก. จึงเห็นได้ว่า เหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นหนี้เกี่ยวกับกิจการของบริษัท ก. ซึ่งอยู่ใน เขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศาลมูลคดีเกิดด้วยศาลหนึ่ง โจทก์ จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานี
อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจาก ศาลชั้นต้นที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าคดีอยู่ในเขต อำนาจศาลชั้นต้นและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ปัญหา ข้อกฎหมายของโจทก์ที่ว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่จึงเป็น คดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทตามตารางท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ (2) (ก)

7991/2544 บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 บัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่คู่ความฝ่าย ที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบ นั้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหาย เพิ่มทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลัง จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งว่าที่ดิน เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านมี ภูมิลำเนาที่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดเนื่องจากเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องซึ่งไม่เป็นความจริง โดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2)จึงเป็น กรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้ การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว จึง ไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาอีกนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเพิกถอนการพิจารณาที่ผิด ระเบียบนั้นเสียทั้งหมด หรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใด อย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:05 pm  

2516/2544 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มี อำนาจฟ้องเพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ การที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องก็เป็น การโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวเท่านั้นไม่ได้โต้แย้งในเนื้อหาของคดีที่โจทก์ ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจากจำเลยแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา จะพิพากษาว่าอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นก็จะเข้าไปวินิจฉัยเรื่อง เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มยังไม่ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงเนื่องจาก ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้น สืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอ ให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาล ในชั้นอุทธรณ์ จำนวน 200 บาท จึงถูกต้องแล้วตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. แต่ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 50,000 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

2762/2544 ผู้ร้องวางเงินประกันการเข้าสู้ราคาจำนวน 1,000,000 บาท และเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 183,000,000 บาท ต่อมา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการวางเงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไปจนกว่า ศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินไว้ให้ครบร้อยละ 5 ของราคาทรัพย์ที่ซื้อ เป็นเงินอีก 8,150,000 บาท ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีคำสั่ง และอนุญาต ให้ขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับ คำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่ง ให้ริบเงินประกันจำนวน 1,000,000 บาท ที่ผู้ร้องวางไว้และประกาศขาย ทอดตลาดใหม่ เนื่องจากผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนด ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้อง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้มีคำสั่งรับเงิน 8,150,000 บาท จากผู้ร้องกับดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ต่อไป โดยอ้างว่ายังไม่ครบ กำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้วางเงิน ถ้าหากศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นด้วยกับ ผู้ร้องดังกล่าวก็จะมีผลเพียงให้ผู้ร้องวางเงินเพิ่มอีก 8,150,000 บาท และผู้ร้อง จะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดไปจนกว่าศาล จะมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผู้ร้องอาจไม่นำเงินส่วนที่เหลือมาวาง หรือศาลอาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ตามที่มีผู้ร้องขอก็ได้ คำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวไม่มี ผลถึงกับเป็นการให้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายและโอน ที่ดินที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง กรณีจึงเป็นคำขอ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 179
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:06 pm  

คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 2060/2544 การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวน อนาถา ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลไม่ว่าจะเป็นค่าอ้างเอกสาร ค่าคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45

8900/2544 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยทั้งสอบสอง แปลงโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ตาม มาตรา 149 แต่ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับ ค่าฤชาธรรมเนียมย่อมตกอยู่แก่คู่ความที่แพ้คดีซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมในการ บังคับคดีด้วยตาม มาตรา 161 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดีย่อมตกอยู่แก่จำเลย เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระ แม้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม การ บังคับคดีจึงต้องดำเนินต่อไป
โจทก์มิใช่เจ้าหนี้จำนองของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องของรับชำระหนี้ ก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ได้ ส่วนหากคำร้องดังกล่าวจะถือเป็น คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม มาตรา 290 ได้นั้น โจทก์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าโจทก์ ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลย แต่ตามคำร้องของโจทก์ ไม่ได้ความเช่นนั้น จึงถือไม่ได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม มาตรา 290
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:08 pm  

5751/2544 การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสอง และผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้า จำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่ จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 | 609 และ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9 (7) การขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคล ภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลย ที่ 9 นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จึงอยู่ในฐานะ ตัวการและตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 797
ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผล สืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้ เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษา พยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาล มีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหม ทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลกับวิธีการรักษาบาดแผลของ โจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษา อันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพ ตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่า แขนขวา ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1 ชอบจะเรียกร้องได้
โจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้อง ขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพ ของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้อง มาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าเสียหายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) นั้นชอบแล้ว

5815/2544 ข้อที่จำเลยฎีกาว่าบัญชีเงินกู้ที่พิพาทเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนา ไม่ถูกต้องนั้น เมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระคิดเป็นดอกเบี้ย จำนวนที่แน่นอนแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของ โจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใด จึงถือว่าจำเลยรับ ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตาม คำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชี เงินกู้ที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึง ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอม และเป็นสำนวนไม่ถูกต้องหรือไม่แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตาม มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 3:16 pm  

959/2544 ตาม พ.ร.บ. ทนายความฯ มาตรา 33 บัญญัติห้ามมิให้ ผู้ซึ่งมิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตหรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความ หรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล รวมทั้งเรียงคำฟ้อง และคำให้การ การที่จำเลยยื่นคำให้การระบุว่า ส. ทนายจำเลย เป็นผู้เรียง และพิมพ์ แต่มิได้ยื่นใบแต่งทนายความหรือแสดงพยานหลักฐานว่า ส. เป็นทนายความ จึงยังไม่ชัดเจนว่าคำให้การของจำเลยชอบหรือไม่ การ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยแสดงหลักฐานการเป็นทนายความ จึงเป็นการสั่งเพื่อตรวจคำให้การของจำเลยหาใช่สั่งให้ส่งเอกสารที่กฎหมาย ต้องการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคแรก ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้แสดงหลักฐาน การเป็นทนายความของ ส. ภายในเวลาที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนด จึงถือว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเรียงโดยผู้ไม่มีอำนาจเป็นคำให้การ ไม่ชอบ

5265/2544 เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงมีเพียงคำบังคับให้จำเลยชำระ เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น หาได้กล่าวถึงปัญหาเรื่อง อายุความอันเป็นประเด็นแห่งคดีซึ่งเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ แม้ศาลชั้นต้น จะมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาซึ่งไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผล แห่งคำวินิจฉัยไวก็ตาม แต่ก็ต้องมีคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141(5) ด้วย มิฉะนั้นคู่ความย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้โดยชัดแจ้ง เนื่องจาก ไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีอย่างไร เมื่อปรากฏเหตุที่ศาล ชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง จึง ต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตาม มาตรา 243 (1) ประกอบ มาตรา 247
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน