ฎีกาปี พศ. 2545 ที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์

รวมคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญมาไว้ให้สืบค้นกันที่นี่ครับ ต้องการฎีกาไหน ค้นหาได้เลย ถ้าหาไม่เจอก็ลงประกาศไว้ ถ้ามีเราจะรีบหามาให้ทันที

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:10 pm  

7790/2544 ลานจอดรถเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ น. ซึ่งเป็นคนเดินทางจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณ ลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนที่จำเลยปิดประกาศ ไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สิน ก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วย โดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วย ข้อยกเว้นความผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 677 และในการจอดรถ น. ได้ปิดล็อกประตู รถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ย่อมถือได้ว่า น. มิได้ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตาม มาตรา 675 วรรคสาม
รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาดทั่วๆ ไป เท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้าง สูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตาม มาตรา 675 วรรคสอง น. ไม่ จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย

162/2544 ป.พ.พ. มาตรา 428 บัญญัติว่า ผู้ว่าจ้างทำของไม่ ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคล ภายนอกในระหว่างทำงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิด ในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือก หาผู้รับจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลย เป็นผู้ผิด มาตรา 428 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของ โจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ผิดในส่วนสั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ ตนให้ไว้แก่ผู้รับจ้างอย่างไร และในการเลือกผู้รับจ้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ตอกเสาเข็มและก่อสร้างฐานรากก็ปรากฏว่าเป็นผู้มีความ รู้ความสามารถเป็นพิเศษในการก่อสร้างอาคารสูง การที่จำเลย ว่าจ้างบริษัท ป. เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบ ย่อมหมายความว่าจำเลยไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อหรือสั่งการในการ ทำงานแต่อย่างใด เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัททั้งสอง เมื่อความ เสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ ก่อสร้างคือบริษัท ฟ. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิด จำเลยไม่ได้กระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้จำเลยต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 428
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด
www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:13 pm  

9652/2544 คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยบางส่วน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยคดีดังกล่าวจดทะเบียน โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คดีดังกล่าวเป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการ มรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของ จ. และผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดิน พิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ทั้งโจทก์คดีดังกล่าวรับซื้อที่ดิน พิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่าทายาทของ จ. และผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดี ดังกล่าวกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบ ถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขาย ฉะนั้น จำเลยซึ่ง เป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูก เพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว

7991/2544 บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 บัญญัติขึ้นใช้กับกรณีที่คู่ความฝ่าย ที่เสียหายได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบ นั้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น มิอาจใช้แก่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหาย เพิ่มทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างของการผิดระเบียบนั้นภายหลัง จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งว่าที่ดิน เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านมี ภูมิลำเนาที่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องงดส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่ ทายาทของผู้มีชื่อในโฉนดเนื่องจากเชื่อตามคำแถลงของผู้ร้องซึ่งไม่เป็นความจริง โดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้ การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว จึง ไม่มีเหตุยกคดีขึ้นพิจารณาอีกนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเพิกถอนการพิจารณาที่ผิด ระเบียบนั้นเสียทั้งหมด หรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใด อย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:15 pm  

6270–6271/2544 ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อน ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ส่วนที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนและอยู่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ ทั้งสองจึงเรียกร้องที่ดินของจำเลยให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่เคยยกข้อต่อสู้เรื่องทางจำเป็น ในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยก็ตาม ก็หาทำให้ทางจำเป็นซึ่งเป็นผลโดยกฎหมายเสียไปไม่
การสร้างอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวต้องเว้นที่ว่างด้านหน้าอาคารพาณิชย์ หรือตึกแถวไม่น้อยกว่า 6 เมตรตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 (ว่าด้วย กฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง) แสดงว่าผู้ซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจาก ว. และ ช. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมสามารถใช้ที่ดินของจำเลยที่เหลือจาการแบ่งแยก ซึ่งเป็นที่ดินที่เว้นไว้ห่างหน้าอาคารพาณิชย์ 6 เมตร ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องขอ อนุญาตจากผู้ใดและไม่ใช่เป็นการใช้ที่ดินดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยถือวิสาสะด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจึงสามารถใช้ที่ดินออกสู่ทาง สาธารณะ เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มาเมื่อกลางปี 2525 ส่วนจำเลยได้รับโอนที่ดินมาเมื่อปลายปี 2535 จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ใช้ที่ดิน ของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีก่อนที่จำเลยจะเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดิน ของโจทก์ที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 รับโอนที่ดินมาในปี 2526 และ 2527 แม้ คำนวณระยะเวลาถึงวันที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินยังไม่ถึง 10 ปี แต่เมื่อ นับถึงปี 2538 ที่จำเลยปิดกั้นไม่ให้ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะแล้วเป็นระยะ เวลาเกิน 10 ปี ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ด้วย
การที่จำเลยปิดกั้นที่ดินมิให้โจทก์ที่ 2 ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะย่อม ทำให้โจทก์ที่ 2 เสียหายเพราะโจทก์ที่ 2 ค้าขายวัสดุก่อสร้าง จึงมีสิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เดือนละ 10,000 บาท โดยคำนึงถึงการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้วย จึงนับว่า เหมาะสมแล้ว

5751/2544 การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสอง และผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้า จำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่ จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 | 609 และ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9 (7) การขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคล ภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลย ที่ 9 นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จึงอยู่ในฐานะ ตัวการและตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 797
ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผล สืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้ เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษา พยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาล มีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหม ทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด ไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลกับวิธีการรักษาบาดแผลของ โจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษา อันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพ ตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่า แขนขวา ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1 ชอบจะเรียกร้องได้
โจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้อง ขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพ ของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้อง มาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าเสียหายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) นั้นชอบแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:20 pm  

217/2544 หนังสือค้ำประกันรายพิพาทมีข้อความว่าจำเลยที่ 3 ตกลง ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 กระทำ ด้วยประการใดๆ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ยินยอม ชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้น และจำเลยที่ 3 ฝ่ายเดียวได้ลงรายมือชื่อไว้เป็น หลักฐาน ดังนี้ เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่าง โจทก์กับจำเลยที่ 3 อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103 | 104 และ 118 ดังนั้น แม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้

2547/2544 หนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงาน ของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายจะยอมชดใช้หนี้สิน หรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน เท่านั้นไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐาน ในการค้ำประกันเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่ สัญญาค้ำประกันแม้จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันก็ตาม เอกสารดังกล่าว จึงมิใช้ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป. รัษฎากรฯ มาตรา 104 และ บัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 17 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:21 pm  

5957/2544 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำ ที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของ แผ่นดิน จำเลยมิได้ปลูกโรงเรือนรุกล้ำ หากจำเลยปลูกโรงเรือนรุกล้ำไปในที่ดิน ของโจทก์โดยสุจริต กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 และหากที่ดิน เป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ดังนี้ เป็นคำ ให้การไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็น ข้อพิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้น ว่ากันมาแล้วโดยชอบ

5280/244 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นโดยหญิงนั้น แอบอ้างชื่อว่าเป็น ส. แต่ ส. มิเคยทราบเรื่องนี้และไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะ คู่สมรสฝ่ายหญิง เด็กหญิง ม. ไม่ได้เป็นบุตรของ ส. และจำเลย ดังนี้ เป็น การกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดย ส. ไม่ได้ให้ ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความ ยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงตามคำฟ้อง ก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมใน การสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495 ซึ่งคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะโดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของ คู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตาม มาตรา 1496 ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า ส. ถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้การสมรส ระหว่างจำเลยกับ ส. สิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียน สมรสระหว่างจำเลยกับ ส. ยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้ เป็นโมฆะเช่นนี้ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. เป็นโมฆะได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:22 pm  

605–606/2544 การที่บิดาจำเลยที่ 2 ได้รับรองว่าผู้ขายจะจัดให้ ที่ดินที่ซื้อขายดังกล่าวมีทางเดินกว้างประมาณ 5 เมตร ออกสู่ถนนสาธารณะ ได้นั้น เป็นข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีลักษณะ คล้ายภาระจำยอมอันเป็นทรัพย์สิทธิ เมื่อไม่จดทะเบียนการได้มากับพนัก งานเจ้าหน้าที่จึงไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ก็ เป็นอันใช้ได้ในระหว่างคู่สัญญา ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับจำเลย ที่ 2 ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของบิดาด้วย ที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน ดังกล่าวในฐานะบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ใช้ทางพิพาทเดิมผ่านที่ดินของ จำเลยทั้งสามเกินว่า 10 ปี แม้เดิมโจทก์จะเข้าใจว่าเดิมโดยอาศัยสิทธิ ตามหนังสือรับรองที่บิดาของจำเลยทั้งสามได้ให้ไว้ แต่เมื่อโจทก์มีเจตนา ถือทางพิพาททั้งหมดเป็นทางเดิมผ่าน ถือได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดย ความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางเข้าออกของโจทก์ ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภาระจำยอม
ทางพิพาทซึ่งตกเป็นทางภาระจำยอมอยู่ตรงกลางของที่ดินของจำเลย ทั้งสามทั้งหมด ทำให้เสียที่ดินทุกแปลงซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยทั้งสาม และใช้ประโยชน์แก่ที่ดินในส่วนที่เหลือไม่ได้เท่าที่ควร แต่หากได้ย้ายทาง พิพาทจากที่เดิมไปอยู่ตรงสุดแนวที่ดินของจำเลยทั้งสามด้านขวามือแล้ว ไม่ทำให้ความสะดวกในการใช้ทางเดิมของโจทก์ต้องลดน้อยลง จำเลย ทั้งสามสามารถทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1392

803/2544 การพิจารณาคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ ในคดีเดียวกันว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อม ต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์ มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออก แล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่าคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็น คำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่อง คดีจึง ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง
ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่ขอดู หลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง จำเลย ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใดๆ ให้จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดิน พิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อได้ว่า ก่อน จะซื้อที่ดินพิพาทมา จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำ ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาท โดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความ คุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ขอให้เพิกถอนการ จดทะเบียนขายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:23 pm  

5746/2544 คำพิพากษาของศาลที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส.3 ก. ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ ว. ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการขาย ทอดตลาด และไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองให้แก่ ว. ทั้ง ว. ไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะมิใช่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอน การขายทอดตลาด จึงไม่อาจอ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองและ จดทะเบียนโดยสุจริตและไม่อาจอ้างว่าคำพิพากษาที่ให้เพิกถอนการขาย ทอดตลาดไม่ผูกพันผู้ร้องได้ เมื่อ ว. ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงไม่ใช่เจ้าของ ที่ดินและไม่อาจนำมาจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ทั้งการจดทะเบียนจำนองเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 แต่การเพิกถอน การขายทอดตลาดเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง (เดิม) เป็นคนละ กรณีไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะปฏิเสธ ไม่ส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 ก ตามคำสั่งศาลชั้นต้น

694/2544 เงินฝากตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จำเลย ฝากไว้กับผู้ร้องนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝาก เงินแล้ว จำเลยผู้ฝากคงมีเพียงสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้และผู้ร้อง มีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขอถอนเท่านั้น จึงมิใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด กรณีมิใช่จำนำเงินฝาก ส่วนสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ที่จำเลยมอบไว้แก่ผู้ร้องก็เป็นเพียงการ ตกลงมอบสิทธิที่จะได้รับเงินฝากคืนให้ไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของ ผู้กู้ทุกรายทั้งสิทธิดังกล่าวก็เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอันจะส่ง มอบแก่กันได้ โดยเฉพาะไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการจำนำสิทธิมีตราสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 750 ดังนั้น เมื่อฟังไม่ได้ ว่าจำเลยจำนำเงินฝากหรือจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจะอ้างบุริมสิทธิจำนำมาบังคับเหนือทรัพย์สินตาม ป.วิ.อ. มาตรา 287 ไม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝาก
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:24 pm  

8533/2544 จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท ทำสัญญาเข้าห้างหุ้นส่วนกับ พ. ตกลงจัดสรรขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 โดยให้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นดำเนินการ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระบุตกลง ขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะผู้จะขายและจำเลยที่ 1 กับ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกันในฐานะตัวแทนโจทก์ผู้ซื้อ ส่วนโจทก์จดทะเบียน เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536การตกลงทำสัญญาดังกล่าว จึงอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและมีอำนาจลงนามในสัญญาจะซื้อขายในฐานะ ผู้ขาย แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 และ ว. ภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งลงนามในสัญญาดังกล่าวในช่องผู้จะซื้อ ย่อมไม่มีฐานะเป็นตัวแทนโจทก์ แสดงให้เห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ลงนามใน สัญญาจะซื้อจะขายในฐานะผู้จะขายและจำเลยที่ 1 ลงนามร่วมกับ ว.ภริยาของตน ในฐานะผู้จะซื้อ เป็นการแสดงเจตนาลวงเพื่อให้ พ. หุ้มส่วนนำไปแสดงเพื่อขอ กู้เงินจากสถานบันการเงิน แต่ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ยืมได้ สัญญาดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ กับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลย ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ต่อมาได้

4548/2544 คดีก่อน จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยการซื้อมาจากบิดาโจทก์ แต่โจทก์ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ได้รับ มรดกมาจากบิดา คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท หรือไม่ คู่ความในคดีดังกล่าว ท้ากันว่าลายมือชื่อผู้ขายในสัญญาขายที่ดินเป็นของบิดา โจทก์หรือไม่ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่ามิใช่ลายมือชื่อบิดาโจทก์ จำเลยที่ 1 แพ้คดี ตามคำท้าโดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามข้ออ้างของตนนั่นเอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อม ผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีนี้เป็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาทได้ใช้สิทธิฟ้องคดี เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในคดีก่อนไปแล้ว จึงเป็นการที่ จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมใช้สิทธิความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองครอบไปถึง ที่ดินพิพาททั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 อันเป็น การใช้สิทธิฟ้องแทนจำเลยที่ 2 ด้วย ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมต้อง ผูกพันถึงจำเลยที่ 2 เจ้าของรวมอีกคนหนึ่งเช่นกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจโต้เถียงได้ว่าจำเลย ที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท
จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาแต่ต้น จึงไม่เป็นการแย่งการครอบครอง จากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่ถูกแย่ง การครอบครองหรือไม่
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:26 pm  

6172/2544 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าทายาทหลายคนไม่ได้ ให้ความยินยอม จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาท โดยสุจริต เจ้ามรดกมีทายาทด้วยกัน 13 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะ เจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ประกอบ มาตรา 1745 โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน โอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียน ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอน ขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทรวมถึง ทายาทอื่นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 13 ส่วน จำเลยที่ 1 มี อำนาจขายและจำนองที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียน โอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม 12 ใน 13 ส่วนเท่านั้น

6157/2544 แม้จำเลยจะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติ การชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยเสนอให้โจทก์ จดทะเบียนนั้นมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่น บุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่ อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของธนาคารในเวลากลางวัน เป็นต้น ซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกดังกล่าวมีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญา ก่อสร้างอาคารยกสิทธิและสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเดิมอันเป็นการจะบังคับให้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยจะต้องชำระ เช่นนี้ ย่อมเป็น เหตุการณ์ให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 และ มาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยเพื่อบังคับชำระเงินตาม คำพิพากษาในลำดับหลังได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

ศุกร์ ม.ค. 13, 2006 4:28 pm  

1237/2544 ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งความเท็จนั้น อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชน เสียหาย ส่วนความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 267 จะต้องปรากฏว่าการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อ ความอันเป็นเท็จนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ ประชาชน ฉะนั้น เมื่อขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. จำเลยไม่มี คู่สมรสเพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับ ค. แล้วก่อนหน้านั้น การจด ทะเบียนสมรสของจำเลยกับ ส. จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 แม้จำเลยจะแจ้งต่อนายทะเบียนว่าจำเลย เคยสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเคยจดทะเบียน สมรสกับ ค. ก็มีผลอย่างเดียวกันว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จด ทะเบียนสมรสกับ ส. นั่นเอง การที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้ โดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนจึงไม่อาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด

7961/2544 ป.พ.พ. มาตรา 1534 ที่บัญญัติว่า สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไป..... ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่ง สินสมรสตาม มาตรา 1533 .... นั้น เป็นการแบ่งสินสมรสที่ฝ่ายหนึ่งจำหน่าย จ่ายโอนไปหรือทำให้สูญหายไปโดยมิชอบ ในกรณีที่หย่ากันให้แบ่งทรัพย์สิน ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่ง ทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1534 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินกึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยขายที่ดินไปได้เงินเท่าใด โจทก์ ก็ควรได้รับเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่จำเลยขายไป มิใช่กึ่งหนึ่งของราคา ที่ดินปัจจุบัน การกำหนดมูลค่าของที่ดินทีจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนไปก่อนฟ้อง เพื่อเป็นฐานในการคิดคำนวณค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ จึงต้องคิดจากราคา ณ วันที่จำเลยจำหน่ายจ่ายโอน
โจทก์ไม่ได้มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยจึงเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบด้วย มาตรา 246 และ 247 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความ สงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้น วินิจฉัยเองได้
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน