คำพิพากษาฎีกา คดีภาษี

รวมคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญมาไว้ให้สืบค้นกันที่นี่ครับ ต้องการฎีกาไหน ค้นหาได้เลย ถ้าหาไม่เจอก็ลงประกาศไว้ ถ้ามีเราจะรีบหามาให้ทันที

Moderator: maclaw, mr_joe141, Jurist2

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 10:19 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 648/2548
เรื่อง ภาษีอากร
โจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อซึ่งออกโดยบริษัท บ. จำกัด มาใช้ในการเครดิตภาษี บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการประเภทไม่ต้องสอบยัน กล่าวคือ จำเลยตรวจสอบแล้วปรากฏว่าไม่ได้ประกอบการจริง โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ว่าผู้ใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 89(7) วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ซื้อผ้าสำเร็จรูปจากบริษัท บ. จำกัด โดยชำระราคาด้วยเช็คสั่งจ่ายเงินสด ผู้ที่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและลงชื่อไว้ ด้านหลังของเช็คแต่ละฉบับเขียนชื่อเป็นภาษาจีน ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าคือผู้ใด เกี่ยวข้องกับบริษัท บ. จำกัด หรือไม่ อย่างไร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสิบให้ชัดเจนว่า บริษัท บ. จำกัด เป็นผู้รับเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ถือว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีปลอม การที่โจทก์นำใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีต้องเสียเบี้ยปรับ สองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89(7) แห่งประมวลรัษฎากร และตามพฤติการณ์ของโจทก์เช่นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ 682/2548
การงดหรือลดเบี้ยปรับต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกระเบียบงดหรือลดเบี้ยปรับไว้แล้ว ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้งดเบี้ยปรับได้ การงดเบี้ยปรับจึงไม่ชอบ แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคสอง จะให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพากรวางระเบียบในการงดหรือลดเบี้ยปรับออกมาใช้ แต่ก็เป็นเพียงระเบียบที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับ นั้น ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ในขณะเดียวกันศาลก็มีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุอันสมควรอีกด้วย การที่โจทก์ไม่ตีราคาหลักทรัพย์ตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเข้าใจว่าหุ้นหรือหลักทรัพย์เป็นทรัพย์สินไม่ใช่สินค้า ที่ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตไว้ในหมายเหตุประกอบ งบการเงินจากการตรวจสอบงบดุลทุกปีก็เนื่องจากสอบถามเจ้าหน้าที่ของจำเลยแล้วไม่ได้ความแน่นอน ถือได้ว่าโจทก์เข้าใจข้อกฎหมายผิดไปไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีทั้งโจทก์ให้ความร่วมมือในชั้นการตรวจสอบเป็นอย่างดี และเบี้ยปรับเป็น บทลงโทษผู้ที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ อันเป็นพฤติการณ์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เมื่อโจทก์ ไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงภาษี โจทก์จึงสมควรได้รับการงดเบี้ยปรับทั้งหมด
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด
www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:03 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 683/2548 คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัด จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอ ค่าคำขอเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ในชั้นที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางนั้น จำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย

ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมี คำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงิน ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." คดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลาง โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้ แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางอยู่ในตัวนั้นเอง ดังนั้น จำเลยต้อง นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ โดยศาลภาษีอากรกลางไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน การที่จำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์เช่นนี้ จึงมิชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ต้องยกอุทธรณ์เสีย ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1438/2548 เรื่อง หน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ,กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย,รายจ่ายของค่าเช่า
โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระตามการประเมินจำนวน 50,857.42 บาท คงอุทธรณ์เฉพาะขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มเท่านั้น ส่วนเบี้ยปรับไม่มีการเรียกเก็บ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของเงินภาษีไม่ได้ คงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนในส่วนของเงินเพิ่มตามที่ได้อุทธรณ์คัดค้านไว้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มนั้น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลงดเงินเพิ่มได้ ส่วนการลดเงินเพิ่ม ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 27 กำหนดไว้
เอกสารที่โจทก์อ้างเป็นใบแจ้งหนี้ซึ่งแสดงว่าโจทก์มีรายได้ตามเอกสารดังกล่าวแต่มิใช่เอกสารที่แสดงว่าจำนวนเงินหรือรายได้ที่ระบุใบเอกสารนั้นได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายได้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีเอกสารหลักฐานอื่น เช่น สมุดบัญชีมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนว่ารายได้จำนวนดังกล่าวได้บันทึกรายได้ของโจทก์แล้ว จึงรับฟังไม่ได้ การประเมินรายการนี้ชอบแล้ว
โจทก์ไม่มีเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากกรรมการของโจทก์ ทั้งจำนวนที่อ้างว่าการกู้ยืม ก็มีหน่วยย่อยถึงหลักร้อยหลักสิบและเศษสตางค์นับว่าเป็นข้อพิรุธเพราะในปี 2538 กิจการของโจทก์มียอดรายได้กว่า 100 ล้านบาท ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะกู้ยืมงินที่มีเศษจำนวนย่อยเช่นนี้ สำหรับหนังสือรับรองที่ระบุว่า ส. รับรองว่าโจทก์ กู้ยืมเงินเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2538 จำนวน 5 ล้านบาทและ 1,340,680.58 บาท ทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2541 หลังจากเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว จึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การ รับฟัง ส่วนรายการตามงบดุลของโจทก์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2538 ที่ระบุว่าโจทก์มีเจ้าหนี้และเงินกู้ยืมจากกรรมการจำนวน 2,510,273.81 บาท โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าเงินทั้งสองจำนวนมีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าเงินจำนวน 6,340,680.58 บาท เป็นเงินที่โจทก์กู้ยืมเงินจากกรรมการ เงินจำนวน ดังกล่าวจึงเป็นรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในระยะเวลาบัญชีและต้องนำมาคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มิใช่กรณีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ(4)
ในการนำรายได้และรายจ่ายมาคำนวณกำไรสุทธิประมวลรัษฎากรมาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติให้ใช้ เกณฑ์สิทธิโดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แม้โจทก์จะได้จ่ายค่าเช่าสถานที่จำนวน 224,299.07 บาท ไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 แต่เมื่อค่าเช่าสถานที่จำนวนดังกล่าวเป็นค่าเช่าสำหรับระยะเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2539 จึงนำมาถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ทั้งจำนวนไม่ได้ แต่ต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยตามส่วนของระยะเวลาการเช่าและนำค่าเช่าส่วนที่อยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 มาถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:07 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 1687/2548 เรื่อง ภาษีอากร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2534 โจทก์กับนางพ. ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ในที่ดินของนางพ.โดยนางพ.ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วนก่อนทำการก่อสร้าง ต่อมาโจทก์กับนางพ.ตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่นางพ.โดยไม่มีค่าตอบแทน การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวถือเป็นการขายตามมาตรา 91/1(4) แห่งประมวลรัษฎากร และที่ดินที่โจทก์ขายให้นางพ.เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการซึ่งถือเป็นการขายทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (5) มาปรับใช้กับคดีนั้น เห็นว่า มูลคดีนี้เกิดในปี 2535 ซึ่งพระราชกฤษฎีกา(ฉบับที่ 342) ยังไม่มีผลใช้บังคับจึงไม่อาจนำมาใช้ในคดีนี้ได้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองที่อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์นั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าการประเมินของ เจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว จำเลยจึงคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้องจากโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1689/2548 เรื่อง ภาษีอากร (ชั้นขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา) ผู้ที่จะขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้น ผู้นั้นจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับคำฟ้องว่าอ้างว่า คดีของตนมีมูล และตนเป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นได้ การที่จะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสาระสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกคดีของโจทก์ มีมูลหรือไม่ โดยพิจารณาว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น มีข้อโต้แย้งสิทธิอันเป็นมูลที่โจทก์ จะฟ้องจำเลยได้หรือไม่ ประการที่สองศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงหรือไม่ เพียงใด
โจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเจตนาเป็นทางการค้าหรือหากำไร ในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่โจทก์เป็นหุ้นส่วน แต่มิได้ยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าดังกล่าว อันเป็นการประเมินไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์ขายที่ดินให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในนามตนเอง มิได้ขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล และไม่ได้ขายโดยมีเจตนาเพื่อเป็นทางค้าหรือหากำไรอันจะต้องเสียภาษีการค้า อีกทั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงชำระค่าภาษีทั้งหมดแทนโจทก์ และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยแทนโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีในการขายที่ดินอีก การที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกนั้น ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องนั้น ไม่ต้องด้วย ความเห็นชอบของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร จึงเห็นควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลภาษีอากรกลางจริงหรือไม่ เพียงใด แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:09 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 1690/2548 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า โจกท์ขายที่ดินพร้อมตึกแถวเมื่อ ปี 2534 ในราคา 10,375,400 บาท ในส่วนราคาที่ดิน 6,300,000 บาท ผู้ซื้อออกเช็คธนาคารจำนวน 23 ฉบับ ชำระราคาที่ดินแทนเงินสด โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็ค 7 ฉบับ รวม 4,046,000 บาท ได้แล้ว ส่วนอีก 16 ฉบับ เป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 รวม 2,254,000 บาท โจกท์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 ซึ่งโจทก์เรียกเก็บจากธนาคารตามกำหนดสั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 ดังนั้น เช็คจำนวน 16 ฉบับ ที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียง สิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,254,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าจำนวน 16 ฉบับนั้นในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว พิพากษายืน

คำพิพากษาฎีกาที่ 1738/2548 จำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ทราบ โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในประเทศ จ่าหน้าซองระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับตามภูมิลำเนาของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อสำนักงานทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดฯ โดยมีนาย พ. ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับหนังสือในใบตอบรับในประเทศในช่องผู้รับแทน เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2541 ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2544 เจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์ได้ชำระเฉพาะค่าภาษีครบถ้วน ส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากโจทก์ ไม่ทราบการประเมินภาษีของจำเลย โจทก์เพิ่งทราบเมื่อทางจำเลยได้ยึดทรัพย์ของนาย ข. หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2544 แต่เนื่องจากได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าล่วงเลยเวลาการยื่นอุทธรณ์มานานแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 14 พ.ค. 2545 โจทก์ได้รับหนังสือจากจำเลยไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่ากรณีขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตร 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ต้องเป็นกรณีที่ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาอุทธรณ์มิได้อยู่ในประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ คดีนี้ โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรัง จึงมิใช่ ผู้ที่มิได้อยู่ในประเทศไทย ปัญหาต้องวินิจฉัยมีเพียงว่ามีเหตุจำเป็นจนโจทก์ไม่สามารถจะยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาหรือไม่ จากพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้ความว่าจำเลยได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนาโจทก์ โดยมีนาย พ. ซึ่งบรรลุนิติภาวะและอยู่ที่นั่นรับไว้แล้ว จึงเป็นการแจ้งการประเมินที่ชอบและถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบการแจ้งการประเมินแล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 กรณีจึงมิใช่มีเหตุจำเป็นจนโจทก์ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาได้ การที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:10 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 1821/2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลสำหรับ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ต่ำไปถึง 8,000,000 บาทเศษ ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการต่ำกว่าเป็นจริง โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์มีหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำพร้อมส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อทำการไต่สวนตรวจสอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องทราบว่า เจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลย ที่ 1 ที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินจำนวน 6 แปลง แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังจากทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่จะต้องถูกประเมินใหม่ชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยง ให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ภาษีอากร อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกตรวจสอบภาษีจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ขายที่ดินรวม 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 2,990,000 บาท ทั้งๆที่ที่ดินทั้ง 6 แปลงมีราคาประเมินเป็นเงินรวม 7,960,000 บาท ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย
โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คือ อธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของโจทก์ทุกระดับ แม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อนิติกรของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความเสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องการโอนที่ดินอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว พิพากษายืน
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:12 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 2073/2548
จำเลยตรวจวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มพบว่าโจทก์มิได้นำภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ชำระไว้เกินใน เดือนภาษีมีนาคม 2542 จำนวน 536,712.40 บาท ไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนภาษีเมษายน 2542 และมิได้ขอคืนภาษีเป็นเงินสด แต่โจทก์นำไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือน ภาษีพฤษภาคม 2542 จึงประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โดยลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียง ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 โจทก์ขอให้ งดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ให้งดเบี้ยปรับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ นำเครดิตภาษีมาหักในเดือนภาษีพฤษภาคม 2542 เป็นความ เข้าใจผิดของโจทก์อย่างแท้จริง ทั้งจำเลยก็อุทธรณ์รับว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษางดเบี้ยปรับต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์จำเลยฟัง ไม่ขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 2074-2075/2548 ขณะที่โจทก์ทั้งสองขายที่ดินรวม 17 แปลง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 ที่ดินที่ขาย โจทก์ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ลานจอดรถ สำนักงานของบริษัท ม.และบริษัท ร พ.ร.ฎ.(ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มีผลบังคับใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยในมาตรา 3(5) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2(6) แห่งประมวลรัษฎากร บุคคลที่เป็นผู้ขายและมีหน้าที่เสียภาษี หมายถึงบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 91/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 77/1 การขายที่ดินที่มีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายที่ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร แม้ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ออกบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบาย ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบรูณ์แต่อย่างใด โจทก์ต้องเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ และชำระภาษีแก่จำเลย ส่วนการงดหรือ ลดเบี้ยปรับ นั้น ปรากฏว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้พึงประเมินของผู้ประกอบธุรกิจเฉพาะนั้นๆ ซึ่งจะต้องไปยื่นชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามมาตรา 91/10 เป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ขณะนั้น เมื่อโจทก์เพิกเฉย จึงต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:13 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 2077/2548 เรื่อง ภาษีอากร
โจทก์เป็นพนักงานประจำของบริษัท อ. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2522 โจทก์ถูกบังคับให้เกษียณอายุก่อน ครบ 60 ปี โจทก์จึงทำหนังสือขอเกษียณอายุอีกฉบับหนึ่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ให้เห็นว่าพนักงานต้องการเกษียณอายุเองมิใช่ถูกบังคับให้เกษียณ ต่อมาบริษัทฯได้มีหนังสืออนุมัติให้โจทก์เกษียณได้โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 โจทก์มีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานจำนวน 3 รายการ คือเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินชดเชยการออกจากงานพิเศษและเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์นำเงินได้ทั้งสามรายการดังกล่าวมาคำนวณในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 90 โดยแยกเป็น 2 ฉบับ โดยแยกเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกจากเงินได้ประเภทอื่น ซึ่งโจทก์ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว โดยที่โจทก์ได้รับยกเว้นจากการเกษียณอายุของโจทก์ตามข้อ 2(36) แห่ง กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรและประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพลภาพ หรือตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย ข้อแรกว่า หนังสือขอเกษียณอายุก่อนกำหนดของโจทก์เป็นเอกสารที่โจทก์ทำภายหลังเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้องคดีตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ จำเลยไม่ได้นำสืบ พยานหลักฐานใดมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำให้การของจำเลย ข้อสุดท้ายว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ได้รับเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนด ปัญหาว่า การขอเกษียณอายุก่อนกำหนดนั้น เป็นการเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์หรือไม่ เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ คำนิยามศัพท์คำว่า เกษียณอายุไว้ จึงต้องแปลความหมายตามพจนานุกรมว่า ครบกำหนดอายุรับราชการ, สิ้นกำหนดเวลา รับราชการหรือการทำงาน การครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดการทำงาน จึงหมายถึงการที่นายจ้างให้พนักงานลูกจ้าง ออกจากงาน เนื่องจากสูงอายุตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย คดีนี้บริษัทฯ ที่โจทก์ทำงานอยู่มีคู่มือพนักงานอันเป็นระเบียบบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เกี่ยวกับการเกษียณอายุของพนักงานไว้ 2 กรณี กรณีแรกพนักงานจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ กรณีที่สองบริษัทอาจอนุญาตให้พนักงานเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยมีเงื่อนไขสามประการ คือ ประการแรก บริษัทกับพนักงานต้องมีข้อตกลงเป็นหนังสือ ประการที่สอง พนักงานที่ขอเกษียณอายุต้องมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และประการที่สาม พนักงานผู้ขอเกษียณอายุต้องมีอายุ การทำงานอย่างน้อย 15 ปี โจทก์ได้ทำหนังสือขอเกษียณอายุและบริษัทได้อนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนด ถือได้ว่าโจทก์กับบริษัทมีข้อตกลงในการเกษียณอายุก่อนกำหนดเป็นหนังสือ และตามข้อเท็จจริง โจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานขณะที่โจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ มีอายุงาน 18 ปีเศษ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามประการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงถือเป็นการเกษียณอายุตามข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในขณะโจทก์ 56 ปีเศษ ซึ่งมีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป แม้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ครบ 5 ปี ขณะที่โจทก์เกษียณอายุ แต่โจทก์ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งมีระยะเวลาทำงานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์สามประการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์และเหตุผลดังได้วินิจฉัยข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:16 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 2179/2548 เรื่อง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อทรัพย์สิน โจทก์กู้ยืมเงินจากบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มาซื้อที่ดิน แล้วให้บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เช่าที่ดิน โจทก์นำดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่าย
แม้ดอกเบี้ยของเงินกู้มาซื้อที่ดินจะไม่เป็นรายจ่ายที่ได้ที่ดินมาโดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่เป็นผลให้โจทก์ได้รับเงินกู้จากผู้ให้กู้มาซื้อที่ดิน ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อที่ดิน จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ไม่ใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไร นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (5)
หลักเกณฑ์การคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิ ตามหลักเกณฑ์มาตรฐานทางบัญชีนั้นแตกต่างจากหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจนำมาปรับใช้ด้วยกันได้ ส่วนความเห็นของนักวิชาการนั้น แม้จะมีเหตุผลตามหลักวิชาการ แต่ก็ไม่อาจนำมาลบล้างถ้อยคำอันชัดเจนในบทบัญญัติมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้
ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 375) พ.ศ. 2543 ซึ่งใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป ตามมาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อทรัพย์สิน ทั้งนี้เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่พิพาทคดีนี้ แม้ว่า พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะไม่มีผลถึงโจทก์ เนื่องจากออกบังคับใช้ในภายหลัง อันเป็นผลทำใช้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ ก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สมควรที่จะลดเบี้ยปรับลงได้ ทั้งคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความในข้อกฎหมายที่ หลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรในขณะนั้นไม่สอดคล้องกับความเห็นของนักวิชาการและหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานทางบัญชี กรณีไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี มีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ลงอีก เห็นควร ลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียลงเหลือเพียงร้อยละ 30

คำพิพากษาฎีกาที่ 2278/2548 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีสำหรับระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ต่อโจทก์รวม 2 ครั้ง โดยอ้างว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง ซึ่งขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกให้โจทก์ครั้งแรก โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 กรณีเช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหมายเรียกโจทก์ในขณะที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวภายหลัง เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแก่โจทก์ตามมาตรา 24 แห่งประมวลรัษฎากรได้
การที่โจทก์ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกันกับ บริษัท สีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ทั้งไม่มีหนี้สินต่อกันย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะให้ บริษัท สีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้ว่าโจทก์จะไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตกแต่งและไม่มีภาระหนี้สินที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในขณะนั้นก็ตามการที่โจทก์ยินยอมให้บริษัท สีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ยนั้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุ อันสมควร แต่กลับเข้าลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาในวันที่กู้ยืมเงินได้
การที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินจำนวนมากและโจทก์ทำเป็นปกติธุระทุกเดือนในช่วงปี 2534 ถึงปี 2536 เห็นได้ชัด อยู่แล้วว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ การที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์หรือเยี่ยงธนาคารพาณิชย์เพราะโจทก์มิได้มีเจตนาให้บริษัทเจ้าของโครงการกู้ยืมเงินแต่โจทก์ให้บริษัทเจ้าของโครงการยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าโจทก์จะไม่ละทิ้งงานจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าการที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยกับบริษัทเจ้าของโครงการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (2) และ มาตรา 91/16 (6) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่สามารถนำภาษีธุรกิจเฉพาะที่ถูกประเมินในปี2541 มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่ควรจะจ่ายในระยะเวลาบัญชีอื่น ตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร
ส่วนประเด็นว่ามีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ ศาลเห็นว่าเอกสารที่โจทก์นำมาอ้างอิงเป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีทุกประเภทให้แก่โจทก์ ส่วนเงินเพิ่มกฎหมายกำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดหรือลดได้จำต้องเป็นไปตามกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจนัยไม่งดหรือลดให้แก่โจทก์ชอบแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:18 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 2694/2548 เรื่อง การส่งมอบที่ดิน อาคาร โดยที่ยังไม่มีการจดทะเบียน
โจทก์ส่งมอบที่ดิน อาคารและส่วนปรับปรุงอาคารให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยที่ยังไม่มีการ จดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสัญญา จึงทำให้ทั้งโจทก์และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนร่วมกัน แสดงว่าโจทก์และองค์การโทรศัพท์ต่างรับรู้รายได้ด้วยกัน เมื่อคำนิยามคำว่า ขาย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) หมายความรวมถึงสัญญาจะขายด้วย เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ซึ่งใช้บังคับในขณะมีกรณีพิพาท บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม ดังนั้น การที่โจทก์โอนการครอบครองที่ดินอาคารและส่วนปรับปรุงให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่อมเข้าลักษณะการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการแล้ว จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) ประมวลรัษฎากร

คำพิพากษาฎีกาที่ 3225/2547 เรื่อง การสืบพยาน
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2545 ข้อ 15 กำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้าคู่ความมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ คู่ความดังกล่าวนั้น อาจยื่นคำร้องพร้อมทั้งบัญชีระบุพยานไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนศาลพิพากษาคดี ขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลภาษีอากรนัดชี้สองสถานวันที่ 9 มิถุนายน 2546 และโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในวันเดียวกันนั้นเอง อันเป็นการยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระพยานได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยโจทก์ได้แถลงด้วยวาจาว่าเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร จึงไม่ได้ทำคำร้องหรือยื่นบัญชีระบุพยานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อกรณีนี้กฎหมายบังคับให้ ทำเป็นคำร้องแต่โจทก์กลับมาแถลงด้วยวาจาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จะอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์ย่อมไม่อาจ รับฟังได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ จึงชอบแล้ว
การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดข้อพิพาทเป็นประเด็นแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทชอบหรือไม่ โจทก์กล่าวอ้างใน คำฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ ส่วนประเด็นพิพาทข้อที่สอง คือมีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับหรือไม่ นั้น โจทก์อ้างว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรืลดเบี้ยปรับ ภาระการพิสูจน์ให้เป็นดังข้ออ้างย่อมตกแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ที่ศาลภาษีอากรกำหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาททั้งสองจึงชอบแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 565
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:21 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3226/2548 เรื่อง ภาษีอากร
โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 68 เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์มาตรวจสอบภาษีได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23 โดยเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ครั้งแรกให้โจทก์ไปพบและนำเอกสารหลักฐานไปให้ตรวจสอบแต่โจทก์เพิกเฉย เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกหนังสือเตือนให้โจทก์ไปพบและนำหลักฐานไปส่งมอบอีก นาง ส. กรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มาพบเจ้าพนักงานประเมิน แต่ก็มิได้มอบเอกสารหลักฐานใดให้ตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบและส่งมอบบัญชีพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานอีก 3 ครั้ง โจทก์จึงมอบบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แก่ เจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งเป็นระยะเวลานานเกือบ 4 ปี การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิเปรียบเทียบกับการประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) แล้ว การประเมินตามมาตรา 71 (1) มีจำนวนภาษีมากกว่า จึงขออนุมัติไม่ประเมินภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) ตามคำร้องขอของโจทก์ แต่อธิบดีของจำเลย ไม่อนุมัติโดยเห็นว่า โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเท่าที่ควร และเจ้าพนักงานประเมินได้ปฏิบัติตาม โดยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) อันเป็นการดำเนินการตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 เรื่อง ขอบเขตการใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2541 จึงชอบแล้ว ส่วนยอดรายได้ที่แตกต่างกันนั้น โจทก์ไม่มีหลักฐาน การรับเงินและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้ว่าจ้างมาแสดงว่าเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ซึ่งได้ชำระภาษีไว้แล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

คำพิพากษาฎีกาที่ 3274/2548 เรื่อง ภาษีอากร
ค่าไฟฟ้าสำหรับมิเตอร์ชื่อนางจำรัสส่วนที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หุ้นส่วนของโจทก์และครอบครัวที่พักอาศัยอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารสถานประกอบการของโจทก์นั้น เป็นค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนของโจทก์และครอบครัว มิได้ใช้สำหรับงานในกิจการของโจทก์ และไม่ได้ใช้เพื่อดูแลทรัพย์สินที่ ใช้ในกิจการของโจทก์ จึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวที่มิใช่เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ซึ่งนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แต่เมื่อรายจ่ายค่าไฟฟ้าจากมิเตอร์ของนางจำรัส มีรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวระคนปนกับรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ชัดเจนว่ารายจ่ายส่วนใดมีจำนวนเท่าใด การที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ใช้วิธีปันส่วนโดยแบ่งค่าไฟฟ้าให้หักรายจ่ายได้ร้อยละ 50 นั้น นับว่าถูกต้องสมควรและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว
การพิจารณาว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามนำมาคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรีหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ผู้รับรายจ่าย ตลอดจนเหตุผลความจำเป็นและหลักฐานในการจ่ายประกอบด้วย ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไปว่ารายจ่ายนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ จำนวนเท่าใด ตามความเป็นจริง ไม่จำต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งจำนวน
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน