คำพิพากษาฎีกา คดีภาษี

รวมคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญมาไว้ให้สืบค้นกันที่นี่ครับ ต้องการฎีกาไหน ค้นหาได้เลย ถ้าหาไม่เจอก็ลงประกาศไว้ ถ้ามีเราจะรีบหามาให้ทันที

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:24 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3450/2548 เรื่อง ภาษีอากร
กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง กำหนดเวลาดังกล่าวแม้เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ก็เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีกด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเห็นได้ชัดเจนว่าการที่บริษัทฯ จดทะเบียนเลิกบริษัทและอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินและรวบรวมรายได้หลังจากหักรายจ่ายบริษัทมีกำไรสุทธิหักผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนแล้วบริษัทมีกำไรสะสมสิ้นปี การที่บริษัทจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ถือว่าเป็นเงินปันผล เพราะมิได้จ่ายตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 1200 ถึง มาตรา 1205 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกรณีของโจทก์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน ดังนี้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3451/2548
คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3451/2548 นายยงยุทธ ลิมปานนท์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ทวิ วรรคสอง มาตรา 30 (2) ในปีภาษี 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) โดยระบุเงินได้พึงประเมินไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขาดไป โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลภาษีอากรกลางขยายให้ ขอให้เพิกถอนการประเมินและงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายกำหนดเวลา ให้โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า กำหนดเวลาอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาการฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมไม่มี อำนาจฟ้อง แม้เป็นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม แต่ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายกำหนดเวลาดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
กรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษี มูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี และมาตรา 91/21(6) ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2542 ข้อ 3 และ 4 ซึ่งกำหนดให้ลดเบี้ยปรับได้เฉพาะกรณีไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและได้ให้ความร่วมมือในการ ตรวจสอบไต่สวนด้วยดีและการลดเบี้ยปรับ เมื่อลดแล้วต้องให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้ เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีกด้วย แต่กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้เห็นว่า กรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเพราะเหตุใด ดังนั้น ไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด
www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:29 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3452/2548
กำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาในการฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เป็นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วย วิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวได้ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 23
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่องหลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67ตรี มาตรา 89 และ มาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ ต้องถือตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีกด้วย แต่เนื่องจากกรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ ไม่นำสืบพยานให้ศาลเห็นว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเพราะเหตุใด ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ก็เห็นชัดว่าการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทและอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีได้ทำการขายทรัพย์สินและรวบรวมรายได้เมื่อหักรายจ่ายทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ และเมื่อนำ ผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนมาหักแล้ว ทำให้บริษัทมีกำไรสะสมสิ้นปี การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม่ถือว่าเป็นเงินปันผล เพราะมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 ถึง มาตรา 1205 กำหนดไว้ แต่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ฉ) และกรณีของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเข้าใจ ข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน ดังนี้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บ เพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นชอบแล้วไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3453/2548
จำเลยฎีกาว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 หากโจทก์ไม่เห็นชอบกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2546 โจทก์เพิ่งฟ้องในวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 เกินกำหนดเวลา 30 วัน โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาล ศาลฎีกาเห็นว่ากำหนดเวลาการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาในการฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เป็นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวแก่โจทก์ได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากรฯ เป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตามระเบียบ ดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองในกรณีที่มีเหตุสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีกด้วย แต่กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานให้เห็นว่ากรณีของโจทก์มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับเพราะเหตุใด ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ก็เห็นชัดเจนว่า บริษัท ข. จดทะเบียนเลิกบริษัทและอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินและรวบรวม รายได้หลังจากรายจ่ายแล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ เมื่อหักผลขาดทุนสะสมยกมาจากปีก่อนแล้ว บริษัทฯ มีกำไรสะสมสิ้นปี การที่บริษัทฯ จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ไม่ถือว่าเป็นเงินปันผล เพราะมิได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 ถึง 1205 กำหนดไว้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเข้าใจกฎหมาย คลาดเคลื่อน ดังนี้ การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลง คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:32 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3454/2548 เรื่อง การขยายระยะเวลาฟ้องคดี และหลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับ
กำหนดเวลาอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลา ในการฟ้องคดี ถ้ามิได้ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เป็นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากรก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวให้โจทก์ได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเพียงระเบียบที่กำหนดให้ เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติ ไม่มีผลผูกพันศาลให้ต้องถือตามระเบียบดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินงดหรือลดเบี้ยปรับมานั้นถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ และมีอำนาจที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับได้เองกรณีที่มีเหตุผลสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอีกด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3904/2548 เรื่อง การส่งหนังสือ
การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สามารถส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง โดยสามารถนำจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดียวกันกับผู้รับได้ ตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2544 ข้อ 404 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์โดยวิธีดังกล่าวไปยังสำนักงานแห่งใหญ่ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของโจทก์ เลขที่ 1432/1 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสวัสดิ์ โกวิทลวากุล หลานของ นายชัยวุฒ โกวิทลวากุล กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ซึ่งอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวรับไว้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2545 จึงถือว่าเจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2545 โจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 30(2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 จึงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:34 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3906/2548
ประมวลรัษฏากร มาตรา 8 บัญญัติให้ส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของบุคคลนั้น การที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งโดยไม่ตรงกับที่จำเลยจ่าหน้าซองจดหมายไว้ ถือได้ว่าเป็นการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไม่ตรงกับภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของบุคคลนั้น แต่ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีและเพื่อให้ถึงตัวผู้รับโดยถูกต้อง เมื่อได้ความว่า หลังจากที่ เจ้าพนักงานไปรษณีย์นำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งให้แก่โจทก์ที่สำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพานแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเทศบาลดังกล่าวลงลายมือชื่อรับไว้แทน และได้ฝากส่งต่อไปให้แก่นายจำรัสฯ หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์จนมีการยื่นอุทธรณ์การประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว แสดงว่าการส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรของจำเลยให้แก่โจทก์ โจทก์ได้รับทราบข้อความในหนังสือดังกล่าวและยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แม้การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีจะส่งโดยไม่ตรงกับสถานที่ที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร ก็หาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเหตุนี้ไม่ การส่งหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:35 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3910/2548 เรื่อง การประเมิน
โจทก์ เป็นผู้ขายวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดให้ลูกค้าผู้ซื้ออาคารชุดในโครงการสีลมพรีเชียส รอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 โจทก์มอบให้บริษัทเจ้าของโครงการอาคารชุดรับเงินค่างวดตามสัญญาซื้อขายวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดจากผู้ซื้อแทนโจทก์ แต่ไม่มีการโอนเงินที่รับชำระไว้แทนคืนแก่โจทก์ โจทก์ลงบัญชีเป็นค่างวดรับล่วงหน้าและบันทึกว่าบริษัทเจ้าของโครงการอาคารชุดเป็นลูกหนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 และ 23 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบโดยระบุว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 และ 23 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ในการประเมินเจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตามมาตรา 24 นั้น แม้การออกหมายเรียกระบุว่าเป็นการออกหมายเรียกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 และ 23 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ก็ยังระบุเหตุที่ออกหมายเรียกด้วยว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ด้วย แม้ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง ส่วนมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 โจทย์ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีหมายเรียกโจทก์ในขณะที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลภายหลัง เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเอาแก่โจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ได้ตามมาตรา 24 แห่งประมวลรัษฎากร

โจทก์มีทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000,000 บาท แต่โจทก์ยินยอมให้บริษัทเจ้าของโครงการอาคารชุด ยึดถือเงินค่างวดที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์จนถึงปี 2535 รวมเป็นเงิน 186,309,592 บาท และรับเพิ่มในปี 2536 จำนวน 42,860,150 บาท รวมเป็นเงินถึง 229,169,724 บาท โดยโจทก์ไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ จากเงินจำนวนดังกล่าว การที่โจทก์ยินยอมให้บริษัทเจ้าของโครงการอาคารชุดยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควร พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินได้

สำหรับที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินดอกเบี้ยรับของโจทก์ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์กับลูกค้าของโจทก์ได้ตกลงทำหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดทำให้จำนวนเงินค่างวดลดลงนั้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จำเลยพบว่าต้นฉบับหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดจำนวน 432 ฉบับ เป็นจำนวนลูกค้า 220 ราย และสัญญาดังกล่าวทุกสัญญาลงวันที่วันเดียวกันคือวันที่ 20 ธันวาคม 2535 และได้ตรวจสอบสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดเปรียบเทียบกับหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุด ปรากฏว่าลายมือชื่อผู้ซื้อไม่เหมือนกัน เมื่อเจ้าหน้าที่สุ่มตัวอย่างโดยการโดยการเชิญผู้ซื้อมาให้ถ้อยคำ มีผู้ซื้อมาให้ถ้อยคำ 29 คน ทุกคนแจ้งว่าไม่เคยทำหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุด ลายมือชื่อผู้ซื้อในหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดเป็นลายมือชื่อปลอม ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีการแก้ไขสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดระหว่างโจทก์กับลูกค้าของโจทก์ และค่างวดรับล่วงหน้าในปี 2534 ก็มิได้ลดลงเป็นเงิน 96,026,116 บาท ดังโจทก์อ้าง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับดอกเบี้ยรับของโจทก์จึงชอบแล้ว

เมื่อได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการที่โจทก์ให้บริษัทเจ้าของโครงการอาคารชุดยึดถือเงินค่างวดที่ลูกค้าชำระให้โจทก์ล่วงหน้านั้นเข้าลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงิน โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536

โจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบด้วยมาตรา 65 ตรี (9) บทบัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(9)...รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ไปยังโจทก์ ดังนั้น ภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว จึงเป็นรายจ่ายที่ควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น มิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536โจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 เพราะต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว และประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) มิได้มีความหมายในทำนองให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะนำภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ดังโจทก์อุทธรณ์

สำหรับรายจ่ายรอตัดบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 จำนวน 40,780.50 บาท และ 108,432.19 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น ปรากฏว่ารายจ่ายจำนวนดังกล่าวโจทก์ได้แสดงไว้ในงบดุล โดยโจทก์นำมาลงบัญชีไว้ในหมวดสินทรัพย์อื่นมิได้ระบุว่าเป็นรายจ่ายและในทางพิจารณาของโจทก์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายประเภทไหน จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นรายจ่ายในกรณีใด นอกจากนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้อื่นนอกจากรายได้ดอกเบี้ยรับ เนื่องจากงานในส่วนของโจทก์ยังไม่เริ่ม ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถนำยอดเงินที่โจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายรอตัดบัญชีมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ ปี 2536 ได้

แม้โจทก์จะส่งผู้แทนมาชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก รวมทั้งส่งเอกสารหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดระหว่างโจทก์กับ ลูกค้าของโจทก์ แต่กลับปรากฏตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยมาแล้วว่าหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดที่โจทก์นำส่ง ลายมือชื่อ ผู้ซื้อเป็นลายมือชื่อปลอม ส่อให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าหากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เชื่อถือเอกสารของโจทก์ และ ใช้ฐานตามยอดเงินค่างวดตามหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดจะทำให้ฐานที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีลดลงเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์ของโจทก์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีโดยสุจริต จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีทุกประเภทให้แก่โจทก์ ส่วนเงินเพิ่มที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดให้โจทก์ต้องชำระเป็นกรณีที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะผู้ต้องเสียภาษี ไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ซึ่งกำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดเก็บ และจะลดได้หรือไม่ก็ต้องเป็นตามกฎหมายซึ่งไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดลงได้

การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด ต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้องหมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ดังนั้นการเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องพิจารณาว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องหรือแยกจากกันได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเห็นได้ว่าข้อหาที่โจทก์เสนอต่อศาลก็คือขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ อันเป็นการขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีหรือแต่ละเดือนภาษีหรือช่วงเวลาภาษีแล้วแต่กรณี ซึ่งในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีและแต่ละเดือนภาษีหรือช่วงเวลาภาษีมีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นแตกต่างกัน และไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ แม้ว่าการแจ้งการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 4 ฉบับ จะมีที่มาจากการออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีโจทก์เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อรวมหนังสือแจ้งการประเมินแยกตามรอบระยะเวลาบัญชีแต่ละเดือนภาษีหรือช่วงเวลาภาษีของภาษีทั้ง 2 ประเภทแล้ว เป็นข้อหาตามฟ้อง 4 ข้อหา ที่แยกต่างหากอกจากกันได้โดยชัดแจ้ง สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกัน โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์แต่ละข้อหา

หมายเหตุ การที่โจทก์ยินยอมให้บริษัทเจ้าของโครงการเก็บเงินของโจทก์ไว้ โดยไม่ได้รับผลตอบแทน ถือว่าไม่มีเหตุสมควรนั้นถูกต้องแล้ว เจ้าพนักงานประเมินสามารถประเมินจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์สมควรได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินได้ แต่การที่โจทก์ยินยอมให้เจ้าของโครงการเก็บเงินไว้นั้น ไม่น่าจะถือว่าเป็นการให้เจ้าของโครงการกู้ยืมเนื่องจากการกู้ยืม จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 650 , 653 นอกจากนี้พฤติการณ์ในคดีก็รับฟังได้เพียงว่าโจทก์ยินยอมให้เจ้าของอาคารเก็บเงินของโจทก์ไว้ ซึ่งทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ ก็คือโจทก์สามารถนำเงินไปฝากธนาคารและ ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคารเท่านั้น
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

Lawyerthai.com
ผู้ดูแลเว็บไซต์
โพสต์: 564
ที่อยู่: 4/1 Soi 12 Chotana Road, T.Chang Puek A.Mueng, Chiang Mai 50300 Tel. 053-408771
ติดต่อ:

พฤหัสฯ. ม.ค. 19, 2006 11:36 am  

คำพิพากษาฎีกาที่ 3936/2548 เรื่อง รายจ่ายต้องห้าม
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการเป็นนายหน้าติดต่อซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ซื้อที่อยู่ในประเทศไทยกับผู้ขายซึ่งอยู่ต่างประเทศ บริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ขายสินค้าให้ผู้ซื้อในประเทศไทยกับเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โจทก์ในฐานะผู้ทำแทนบริษัทดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) แทนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2534 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2535 ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกิน เจ้าพนักงานได้ตรวจสอบแล้วได้แจ้งการประเมินไปยังโจทก์
การที่บริษัทดังกล่าวจะนำรายจ่ายค่ารับรองหรืออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมมาใช้ในกิจการ มาหักเป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย บริษัทดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ด้วย เว้นแต่ในกรณีที่บทของอนุสัญญาดังกล่าวได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในการดำเนินกิจการค้าทั่วไปย่อมจะต้องมีรายจ่ายในการรับรองหรืออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าตามจำเป็นและสมควร และ รายจ่ายเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมมาใช้ในกิจการ ประกอบกับรายจ่ายทั้งสองรายการดังกล่าวมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายในแต่ละปี พยานโจทก์มิได้รู้เห็นเองว่าบริษัทดังกล่าวได้จ่ายค่ารับรองและค่าดอกเบี้ยดังกล่าวจริงหรือไม่ โจทก์คงมีเพียงงบการเงินของบริษัทดังกล่าวที่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในประเทศญี่ปุ่นรับรอง และมีหน่วยราชการกรมสรรพากรของประเทศญี่ปุ่นตรวจสอบ อีกทั้งมีโนตารีปับลิกรับรองแล้ว ที่ระบุว่ามีรายจ่ายค่ารับรองและค่าดอกเบี้ยดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีหลักฐานการจ่ายมาแสดง และไม่มีผู้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับรายจ่ายดังกล่าวมาเป็นพยานยืนยัน จำเลยทั้งสี่ให้การโต้แย้งอยู่ว่าไม่มีหลักฐานการจ่ายและไม่อาจแสดงหลักฐานได้ว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องหรือจ่ายในกิจการใด โจทก์จึงต้อง นำสืบให้ชัดเจน การที่โจทก์ไม่นำหลักฐานการจ่ายมาแสดงโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องใดที่ไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ จึงยังฟังไม่ได้ว่าค่ารับรองและค่าดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่ได้มีการจ่ายไปจริง เป็นรายจ่ายต้องห้ามมิให้นำมาคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบด้วยมาตรา 65 ตรี (9) (14) แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร
การที่ผู้ซื้อสินค้าจากบริษัทดังกล่าวที่อยู่ในประเทศไทยชำระเงินค่าสินค้าไปยังบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นการจำหน่ายกำไรออกไปจากประเทศไทย เนื่องจากตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ บัญญัติให้ถือว่าบริษัทต่างประเทศดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้คือส่วนที่ 3 ของหมวด 3 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ซึ่งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อยู่ในส่วน 3 ด้วย ดังนั้น ผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย จึงอยู่ในขอบข่ายที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภท อื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยด้วยหากเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ กำหนดไว้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบริษัทดังกล่าวขายสินค้าให้ผู้ซื้อในประเทศไทยผ่านโจทก์ซึ่งเป็นสถานประกอบการถาวร ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าว ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนธรรมดาทั่วไปที่หาลูกค้าให้บริษัทดังกล่าว เท่านั้น กรณีที่โจทก์มีฐานะเป็นผู้ทำการแทน ผู้ซื้อย่อมชำระราคาสินค้าผ่านโจทก์ซึ่งเป็นสถานประกอบการถาวรได้ การที่ ผู้ซื้อชำระราคาสินค้าที่รวมเงินกำไรไว้ด้วยแก่บริษัทดังกล่าวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรงก็เป็นวิธีการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าหรือค่าจ้างตามที่บริษัทดังกล่าวและโจทก์ได้กำหนดไว้เท่านั้น ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรดังกล่าวออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลต่างประเทศ เพราะบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประมวลรัษฎากรถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยได้รับเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยที่มีกำไรรวมอยู่ด้วย เมื่อเงินกำไรดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินของบริษัทดังกล่าว และมิได้เสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการแทนจึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับการจำหน่ายเงินกำไรดังกล่าวออกไปจากประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ ประกอบมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
แม้โจทก์จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี แต่การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงให้เสียเบี้ยปรับอัตราร้อยละห้าสิบของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่สมควรลดให้อีก ส่วนเงินเพิ่มซึ่งโจทก์ต้องรับผิดตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้งดหรือลดลงได้ ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจงดหรือลดให้โจทก์ได้

หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ตัดสินโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากลับหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2539 ฎีกาที่ 484/2540 ฎีกาที่ 8218/2540
การที่ผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยชำระเงินค่าสินค้าให้กับบริษัทผู้ขายในต่างประเทศนั้น ตามปกติสามารถกระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายกำไรออกไปจากประเทศไทย หากการซื้อขายนั้นเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อในประเทศและผู้ขายในต่างประเทศโดยตรง และผู้ขายในต่างประเทศไม่มีผู้ทำการแทนในประเทศไทย แต่ถ้าผู้ขายในต่างประเทศ มีผู้แทนในประเทศไทยหรือเป็นผู้มีสถานประกอบการในประเทศไทยแล้วจะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายสินค้ามาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยก่อน
ในการคำนวณภาษีนั้น ผู้ขายสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่กรณีที่ผู้ขายเป็นบริษัทในต่างประเทศก็คงเป็นเรื่องยุ่งยากในการที่จะนำหลักฐานและพยานบุคคลที่รู้เห็นมานำสืบตามที่กล่าวอ้างได้ กรณีนี้กรมสรรพากรน่าจะพิจารณาใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 26 ของอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ซึ่งบัญญัติให้ เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นกรณีเรื่องข้อมูลการหักค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นข้อมูลในการจัดเก็บภาษีเงินได้ ซึ่งก็น่าที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีได้
การดำเนินการหาข้อมูลดังกล่าว อาจมีบางท่านเห็นว่าจะทำให้รัฐเก็บภาษีได้น้อยลงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าการที่ประเทศไทยจะสามารถเก็บภาษีจากผู้ประกอบการในต่างประเทศได้มากนั้น ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญ ประเด็นที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศเห็นว่าผู้ประกอบการในต่างประเทศได้รับความเป็นธรรมในการถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศทั่วโลกสนใจมาลงทุนหรือประกอบกิจการในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะทำให้ประเทศไทยเก็บภาษีโดยรวมได้มากขึ้น
www.antfile.com :: รับฝากรูปทุกชนิด

www.openchiangmai.com :: คลิปวิดีโอเชียงใหม่

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน