ไทยรักใคร?

พูดคุยเรื่องทั่วไป การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ไอที ศิลปวัฒนธรรมได้ที่นี่ครับ

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

แค่อยากรู้....

พุธ ธ.ค. 08, 2004 3:01 pm  

"กองทุนหมู่บ้าน" สะเทือน ฟ้องกันแหลกทั่วประเทศ
รายงาน

"ผมไปพิษณุโลกมีประชาชนมาคุยด้วย เขาบอกว่าเขาเจ๊งหมดแล้ว เขาทำไวน์เป็นสินค้าโอท็อป แต่ขณะนี้ไวน์ขายไม่ได้เหลืออยู่ 10,000 กว่าลิตร ไม่รู้ว่าจะไปขายให้ใคร เงินจมไป 13 ล้านบาทเนื่องจากมี 12 หมู่บ้านในตำบลแห่งนั้นรวมตัวกันนำเงินกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาทมาทำบวกกับเงินของตำบลอีก 1 ล้าน รวมเป็น 13 ล้านบาท วันนี้เขาไม่รู้จะใช้หนี้อย่างไร และมีคนพยายามรายงานนายกรัฐมนตรี แต่ท่านไม่ฟัง ท่านบอกว่ากองทุนหมู่บ้านเป็นโครงการที่ดี "

นี่คือคำเตือนของ "น.พ.ประเวศ วะสี" ราษฎรอาวุโส ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างจากที่รัฐบาลนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างสิ้นเชิง

ในงานมหกรรมจากรากหญ้า สู่รากแก้ว ผู้นำประเทศ โฆษณาว่ากองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาทช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยถึง 13 ล้านคน

"พี่น้องครับ 4 ปีข้างหน้าเป็น 4 ปีที่สำคัญ ถ้าพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงมั่นคง 4 ปีข้างหน้าความยากจนหมดเกลี้ยง วันนี้ที่บอกว่าจนๆ ทั้งหลาย เลิกจนหมด ไอ้หนี้สินทั้งหลายที่ร้องมาเดี๋ยวจัดการให้อยู่หมัดหมด ใครที่ดินทำกินไม่มีเดี๋ยวมีหมด"

ภาพจริงและภาพลวงของกองทุนหมู่บ้านเป็นอย่างไรกันแน่ ?

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลของทีมงานประชาชาติธุรกิจในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า 3 ปีนโยบายกองทุนหมู่บ้านนั้นมีด้านบวกและด้านลบในทุกหมู่บ้าน

ฟ้องกันแหลก

นายอารมณ์ ดำช่วย พัฒนาการอำเภอ กิ่งอำเภอสามร้อยยอด หนึ่งในอนุกรรมการหมู่บ้านระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลว่า จากการประเมินของคณะกรรมการในกิ่งอำเภอสามร้อยยอดนั้นมีหมู่บ้านระดับ AA อยู่ทั้งหมด 13 แห่งจาก 40 หมู่บ้าน ที่เหลือเป็นระดับปานกลางและหางแถว ที่ล้มเหลวจริงๆ มี 1 หมู่บ้านถึงขั้นฟ้องร้องเป็นคดีความเพราะว่ากรรมการหมู่บ้านนำเงินที่สมาชิกกองทุนไปใช้เอง แต่มีอีกหลายหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นในการบริหารกองทุน

พัฒนากรชุมชนเล่าว่า ตอนนี้มีคดีที่เกิดขึ้นจากเงินกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เฉพาะในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็มีหลายคดี เท่าที่มีหนังสือเวียนมาถึงมีประมาณ 10 กว่าราย ที่จังหวัดพัทลุงศาลได้สั่งจำคุกและเรียกเงินคืนประมาณ 400,000 บาท

ในการประชุมเรื่องกองทุนหมู่บ้านครั้งล่าสุด ได้มีการพูดถึงแนวปฏิบัติในเรื่องการฟ้องร้องคดีอันเกิดจากเงินกองทุนหมู่บ้านเพราะเป็นเรื่องใหม่ หลายหมู่บ้านยังรู้ถึงวิธีการดำเนินการ บางแห่งคดีใกล้หมดอายุความแล้วก็มี

เงิน 70% เด้งสู่กลุ่มทุนใหญ่

มุมคิดของนักพัฒนาชุมชนอาจไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง คือ กองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายที่ดีแต่ทว่าความรับรู้ในฐานะผู้ที่ทำงานอยู่กับชุมชนมานานนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นายอารมณ์ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมารัฐบาลลงเงินเร็ว รัฐบาลบอกว่า 3 เดือนส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเอาเงินลงไป คล้ายๆ กับว่าถ้าอำเภอจังหวัดไม่เอาเงินลงไปในหมู่บ้านจะเป็นความผิด เท่านั้นแหละกระบวนเสียเลย ช่วงนั้นจำได้ว่านายกฯทักษิณต้องการสร้างกระแสเพราะว่าท่านกำลังโดนคดีอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

"ในเชิงวิจัยปีแรกแย่มาก เงินกองทุนหมู่บ้านเด้งออก 70% พอปีที่ 2 ปีที่ 3 ตรวจสอบข้อมูลแล้วก็ไม่แตกต่างกัน เงินที่ลงไปสร้างหนี้มากกว่าที่จะไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพราะวันนี้ชุมชนส่วนใหญ่ของประเทศตก ในกระแสหนี้นิยมอย่างบ้าคลั่ง อย่างเช่นหมู่ บ้านหนองกลางดง หมู่ที่ 7 ปี ปี 2545 มีมือถืออยู่ 22 เครื่อง ปี 2546 ตัวเลขมือถือพุ่งเป็น 200 กว่าเครื่อง ปี 2547 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 300 เครื่อง มีรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์เพิ่มขึ้น ทีวี วิทยุ ไม่ต้องพูดถึง

ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกหมู่บ้าน ซึ่งภาครัฐมิได้เข้าไปเก็บข้อมูล กระบวนการการสำรวจเชิงวิจัยที่ผ่านหน่วยงานรัฐ มักจะมีวิธีลงไปถามชาวบ้านว่ากู้เงินกองทุนหมู่บ้านไปทำอะไร ชาวบ้านจะตอบคล้ายๆ กัน คือ นำเงินไปลงทุน ไปประกอบอาชีพ ซึ่งหากพิจารณากันจริงๆ แล้วกระบวนการผลิต กระบวนการสร้างรายได้ของชาวบ้านก็ดำเนินการอยู่เป็นปกติ ส่วนใหญ่พอได้เงินสดมาก็เอาไปซื้อของอย่างอื่น คำตอบของเงินกองทุนหมู่บ้าน คือ เงินเด้งออกไปสู่ระบบทุนใหญ่ ฉะนั้นกระบวนการสร้างจิตสำนึก สร้างกระบวนการคิดทางปัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญ"

นั่นคือปรากฏการณ์แห่งปัญหาที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งคาดว่ามีลักษณะคล้าย คลึงกันทั่วประเทศ

เมื่อกางข้อมูลของสำนักงานสถิติที่ลุยไปเก็บความคิดเห็นของประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศไทยยิ่งชัดเจน เพราะแม้แต่ชุมชนจะใช้เวลาเรียนรู้ในเรื่องกองทุนหมู่บ้านกันมานานถึง 3 ปี แต่จุดอ่อนที่มีให้เห็นก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ 1.โอกาสการกู้ยืมของสมาชิกยังไม่ทั่วถึงและเพียงพอ 2.การใช้เงินกู้ของสมาชิกบางรายยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 3.รายได้ของครัวเรือนสมาชิกยังไม่ดีขึ้นเกือบกึ่งหนึ่ง 4.ครัวเรือนผู้ด้อยโอกาสบางรายยังไม่ได้รับโอกาสในการกู้ยืม 5 ครัวเรือน มีการกู้ยืมเงินนอกระบบมากกว่าครึ่ง 6.สมาชิกบางรายของครัวเรือนยังขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ

คำถามที่ตามมาในวันนี้จึงหนีไม่พ้นคำว่า คุ้มหรือไม่กับภาระหนี้แสนล้านที่ผุดขึ้นในชุมชน คุ้มหรือไม่กับภาระหนี้แสนล้านที่รัฐบาลตั้งวงเงินกู้ไว้สำหรับโครงการนี้ เพราะวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนไม่ใช่เพียงความแตกแยก หากแต่เกิดการล่มสลายในหลายๆ เรื่อง ทั้งวิถีชีวิต เงิน วัฒนธรรม และยังไม่รู้ว่ามีปัญหาที่รอการปะทุขึ้นมาอีกกี่เรื่อง

เนื่องจากความสำเร็จที่รัฐบาลนำมาป่าวประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ รับทราบ "ร้อยละ 93.9 สมาชิกมีจิตสำนึก/วิจัยในการส่งคืนได้ทั้งหมด มีเพียงร้อยละ 0.4 เท่านั้นที่คาดว่าจะชำระเงินคืนไม่ได้" เป็นเพียงการสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านของสำนักงานสถิติแห่งชาติเท่านั้น แต่ตัวเลขการหมุนเวียนของเงินกองทุนหมู่บ้านจริงๆ นั้นไม่มีหน่วยงานใดมีข้อมูล

หากโฟกัสผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จะเห็นว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานโดยทั่วๆ ไป เช่น ร้อยละ 72.1 มีการหมุนเวียนของเงินกองทุน 2-3 ครั้ง ร้อยละ 54.6 มีรายได้ครัวเรือนดีขึ้น ร้อยละ 40.4 มีการพัฒนาอาชีพ

ร้อยละ 48.6 บอกว่ากู้เงินนอกระบบลดลง ร้อยละ 41.1 บอกว่ายังคงกู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 10.3 บอกว่ามีการกู้เงินนอกระบบมากขึ้น

เมื่อไม่มีการประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านอย่างละเอียดและครบถ้วน รัฐบาลจึงวางแผนใส่เงินเพิ่มอีก 65,340 ล้านบาท

4 ปีซ่อมผ่านไปแล้ว 4 ปีสร้างกำลังมาถึง...กว่าจะรู้ว่า 8 ปีภายใต้ระบบทักษิณ ใครได้ ใครเสีย ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

abcdefghijklmnop
ขอจบปีสุดท้าย
โพสต์: 51

พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2004 7:26 pm  

หึหึ

4 ปีที่ผ่านมาถ้ายังไม่รู้ว่าได้อะไร ก็ต้องรีบไปสำรวจตัวเองแล้วล่ะครับ ถามพี่น้องชาวบ้านอีก 60 ล้านว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไรและตัดสินใจเลือกใครในวันที่ 6 ก.พ.

เราต้องตามคนอื่นให้ทัน ไม่อย่าสงนั้นจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยได้นะครับ

รู้แล้ว

เสาร์ ม.ค. 28, 2017 3:59 pm  

ตามกระแสแบบไม่กรอง
ก็เลยถูกมองเป็นชนกลุ่มน้อย ดูถูกกันจริงๆๆ


Bumped ล่าสุดโดย Anonymous on เสาร์ ม.ค. 28, 2017 3:59 pm.

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน