คำถามเกี่ยวกับสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร และการฟ้องร้องต่อศาล

ระบายความทุกข์ ความอัดอั้นทั้งหลายของคุณได้ที่นี่ เชื่อว่าเสียงของอินเตอร์เน็ตจะดังพอให้คนที่คุณต้องการได้ยิน

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

dayday
นักศึกษาใหม่
โพสต์: 1

พุธ ต.ค. 25, 2006 6:28 am  

ขอสรุปเนื้อหาตามนี้เลยนะครับ เอาแต่ประเด็น

ฝ่ายหญิงอุ้มลูกมาที่หน้าบ้าน บอกว่าเป็นลูกผม จะขอค่านมและค่าเลี้ยงดู และต้องการให้ผมออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แก่เด็กคนนี้ตลอดไป

ประเด็นคือ
1. ผมอายุ 24 ปีครับ
2. ฝ่ายหญิงอายุ 24 ปีเช่นกัน เกิดปีเดียวกัน
3. ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คบกันเป็นแฟนครับ
4. ตอนนี้เด็กอายุ 2 เดือนแล้ว
5. ฝ่ายหญิงเรียกร้องการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อเด็กของผม
6. ตอนนี้ฝ่ายหญิงขอค่านม ค่าพี่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆสำหรับเด็กคนนี้
7. ผมไม่ได้เซ็นเอกสารใดๆ ว่าผมรับรองบุตร ตอนนี้ฝ่ายหญิงไปทำคลอด
8. ฐานะทางบ้านผม รวมถึงอาชีพการงานของผม ดีกว่าทางฝ่ายหญิงมากอย่างชัดเจน
7. ผมต้องการเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นบุตรของผมจริง
8. ผมต้องการค่าเสียหายจากเหตุการณ์นี้ หากไม่ใช่บุตรของผมจริง

ผมอยากทราบว่า?
1. หากตรวจพิสูจน์ DNA และผลออกมาว่าผมเป็นพ่อเด็กจริง ผมสามารถฟ้องเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรอย่างเต็มตัวได้ไหม?
2. หากตรวจ DNA ผลปรากฏว่าผมไม่ใช่พ่อเด็ก ผมสามารถฟ้องร้องกลับทางฝ่ายหญิง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่?
3. ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาอย่างไร ผู้แพ้คดีในชั้นศาล จะต้องออกค่าทนายความให้กับอีกฝ่าย ที่ชนะคดีด้วย ใช่หรือไม่?
4. ศาลจะพิจารณาสิทธิ์ในการได้เลี้ยงดูบุตร จากฐานะ การงาน ทรัพย์สิน ใช่หรือไม่?
5. เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่าย บรรลุนิติภาวะแล้วทั้งคู่ คดีนี้จึงเกี่ยวข้องแค่ตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่พี่น้อง หรือญาติ ในผลจากการแพ้คดีใช่หรือไม่?
6. ภาพรวมของคดีนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ฝ่ายชายจะได้เปรียบอยู่แล้วใช่หรือไม่? (ข้อ 7-8)
7. หากผมได้รับสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง ผมไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายใดๆเลย ให้กับฝ่ายหญิงได้หรือไม่? (เอาลูก ไม่เอาแม่เด็ดขาด)
8. หากศาลมีคำสั่งให้ผมได้รับสิทธิ์ในการเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว ฝ่ายหญิงสามารถฟ้องร้องเพื่อขอสิทธิ์ในตัวเด็กกลับคืนได้หรือไม่?
9. หากผมต้องการได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว (พิจารณาจากฐานะของทั้ง 2 ฝ่าย หรืออื่นๆ) ศาลสามารถออกคำสั่งได้หรือไม่?

ขอบคุณทุกๆท่านมากครับ หากต้องการแนะนำทนาย หรือสำนักกฏหมายที่เน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ
กรุณาทิ้งรายละเอียดในการติดต่อกลับไว้ได้เลยครับ
เข้ามาอ่านกระทู้ตลอดทุกวันครับ

blackdog
ทะแนะ
โพสต์: 173

เสาร์ พ.ย. 18, 2006 4:33 pm  

1. ฟ้องได้ครับ ต้องมีเหตุผลที่ดีด้วย ปกติ ลูกเป็นลูกของมารดาถูกต้องตามกฎหมายเสมอ
2. เรียกค่าเสียหายได้ครับ
3. ศาลจะให้ตามสมควรครับ
4. ใช่ครับ
5. ไม่เกี่ยวโดยตรงครับ
6. ฝ่ายหญิงครับ
7. ต้องดูรายละเอียดครับ
8. ได้ครับ หากมีเหตุผลที่ดี และเพื่อตัวเด็ก
9. ได้ครับ

เรื่องแบบนี้ ต้องดูรายละเอียดตอนยื่นต่อศาล ให้เหตุผลว่า ทำไมเราถึงอยากเลีย้งดูลูกคนเดียว ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ควร ต้องชี้ให้ศาลเห็นได้ด้วยครับ
หมาตัวดำ แต่ใจไม่ดำ

ช้าง

อังคาร ส.ค. 11, 2009 3:05 am  

สวัสดีครับ ผมขอรบกวนถามเรื่องการฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร คือ เรื่องเป็นแบบนี้ครับ นาย ก. กับ นาง ข. อยู่กินกัน ไม่ได้จดทะเบียน สมรส แล้วมีบุตร มา1คน มีใบเกิดที่แสดงถึงบิดามารดา ตั้งแต่บุตร อายุ 4-5ขวบ บิดาไม่เคยส่งเสียหรือเลี้ยงดู จนถึงปัจจุบัน บุตรนั้น อายุ 20 ปีแล้ว นาง ข. จะสามารถ <br>ฟ้องเพื่อรับค่าเลี้ยงดู ได้รึไม่ แล้วขั้นตอนการฟ้องร้องต้องฟ้องต่อศาลใด จะเหมือนกันไหมครับ ถ้า บิดาเป็น ข้าราชการตำรวจ กับ บุคคลทั่วไป      ขอบคุณอย่างสูงครับ

พีร์

อังคาร ส.ค. 11, 2009 9:36 am  

บุตรบรรลุนิตภาวะแล้ว คงไม่สามารถเรียกค่าเลี้ยงดูได้แล้วครับ <br> <br>แต่อาจจะให้บุตรฟ้องรับรองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อสิทธิ์ <br> <br>และหน้าที่สมบุรณ์ตามกฎหมายได้ครับ  <br> <br>ฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัว เหมือนกันไม่ว่าข้าราชการหรือพลเรือน

ท.ปกรณ์
ทนายไทย
โพสต์: 1219

อังคาร ส.ค. 11, 2009 11:24 am  

พิโธ่เอ๋ยเห็นถามกันจังเกี่ยวด้วยเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรอะไรทำนองเนี๊ยะจะบอกให้ว่าไม่ต้องไปฟ้องให้เสียเวลาเอ้า หนุ่ม-สาว ยุคใหม่จงจำเอาไว้นี่เคล็ดลับ <br>...หนุ่มสาวหลายคนมีลูกเก่งน่ารักซึ่งประพฤติตนดีมักได้รับความชื่นชมจากเพื่อนๆ และบรรดาญาติสนิทว่า เป็นผู้ที่ให้การอบรมเลี้ยงดูลูกดี และมักจะได้รับคำถามเสมอๆ ว่าทำอย่างไรลูกจึงขยัน ทำอย่างไรลูกจึงเป็นเด็กเก่ง เด็กเรียบร้อย ซึ่งทุกคนก็คงทราบดีว่าในความเป็นจริงนั้นจะไม่มีสูตรสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียวที่จะนำมาใช้ เพื่ออบรมเลี้ยงดูเด็กให้เป็นเด็กที่เก่งและน่ารักได้โดยง่าย และเด็กแต่ละคนก็มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง เช่นเดียวกับลักษณะโครงสร้างทางครอบครัวของแต่ละครอบครัวก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้นสูตรสำเร็จในการอบรมเลี้ยงดูลูกของครอบครัวหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับคนอื่นๆ ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูลูกที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถนำมาปรับปรุงใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะของครอบครัวของตนเองได้ดังนี้คือ              <br>   1. พยายามใช้การสอน (teach) มากกว่าการลงโทษ (punish) ในกรณีต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป้าหมายของการอบรมเลี้ยงดูลูกคือ การสอนให้ลูกรู้จักการปฏิบัติตนและมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การลงโทษเด็กด้วยการตีหรือทำให้เด็กเจ็บตัวหรือเจ็บใจ (เช่น การหยิก หรือการดุด่า) ไม่ได้ช่วยทำให้เด็กได้เรียนรู้การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการแสดงให้เด็กเห็นว่า การใช้กำลัง หรือการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยิ่งถ้าต้องการเอาชนะใครหรือต้องการมีอำนาจเหนือใครก็ยิ่งต้องใช้กำลัง (เช่น ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการกำราบเขา ก็ยังใช้วิธีตีเขาเลย) ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เด็กก็จะใช้กำลังเข้าแก้ปัญหา สุภาษิตเดิมๆ ที่กล่าวว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" หรือ "Spare the rod, spoil the child" นั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับการอบรมเลี้ยงดูลูกในยุคไฮเทคนี้              <br>   2. พยายามมองปัญหาทางพฤติกรรมที่เด็กทำขึ้นว่าอาจจะไม่ใช่เป็นเพราะเด็กไม่ดี จงใจทำผิดเพื่อท้าทายคุณ แต่ควรมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากการที่เด็กมีความคิดหรือความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้อง ทำให้มีการตัดสินใจในการกระทำพฤติกรรมอย่างที่ได้ทำไปแล้ว และดูไม่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น หรือตามที่คุณคาดหวังไว้ เพื่อทำให้คุณได้พยายามมองหาช่องว่างทางความคิดหรือการตัดสินใจที่เกิดขึ้น และหาทางทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับลูกได้              <br>   3. เมื่อมีโอกาสก็เปิดโอกาสให้เด็กรับรู้ถึงผลที่เกิดขึ้น (consequences) เมื่อมีการทำพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องโดยตัวของเขาเอง เช่น เมื่อลูกทำของหกเลอะเทอะ เขาก็จะต้องเป็นผู้ที่จะเก็บทำความสะอาดสิ่งที่เขาทำให้เรียบร้อย ถ้าไม่ทำ เขาเองหรือคนอื่นที่เดินมาก็อาจจะลื่นหกล้มได้ ถ้าเขาไม่รับผิดชอบในการทำการบ้านที่ส่งคุณครูแม้ว่าคุณได้ช่วยเตือนเขาแล้ว เขาก็ควรจะถูกคุณครูทำโทษในเรื่องที่ไม่ทำการบ้านได้ ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่ทำการบ้านให้เขาแทน ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรในสิ่งที่ได้รับมอบหมายงานมาทำ หรือคุณพ่อคุณแม่ไปเอาเรื่องคุณครูที่ทำโทษลูกเรื่องไม่ทำการบ้าน จนกลายเป็นว่าคุณครูเป็นผู้ผิดที่ให้การบ้านเยอะ              <br>   4. พยายามกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆในครอบครัว ให้มีความชัดเจน สามารถให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติตามได้ง่ายและเป็นธรรมกับทุกคนโดยมีความเหมาะสมกับอายุของเด็กในแต่ละวัยด้วย และทำให้เด็กเข้าใจถึงผลที่จะตามมาเมื่อไม่ปฏิบัติตามว่าจะมีผลเสียอย่างไร (แต่ไม่ใช่เป็นการขู่ โดยไม่มีผลในทางปฏิบัติ) และควรจะมีความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎเกณฑ์นั้นๆ กับทุกคนในบ้าน              <br>   5. อย่าบ่นหรือติเตียนตลอดเวลาเมื่อเด็กทำอะไรผิดไปจากกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ควรบอกเขาให้ทราบถึงสิ่งที่เขาทำว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และให้เขารับรู้ในผลที่จะตามมาจากการกระทำผิดของเขา ในขณะที่พูดเรื่องนี้กับเขา ไม่ควรใช้อารมณ์โกรธ ควรพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เรียบๆ แต่หนักแน่น เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าการอบรมเขาที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำอยู่นั้น คุณได้ทำไปเพราะต้องการให้เขาเป็นคนดี ไม่อยากให้เขาทำผิดหรือทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นๆ อีก ไม่ใช่เป็นเพราะคุณโกรธ หรือไม่ชอบในตัวเขา แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขาทำต่างหากที่คุณไม่ชอบ และเห็นว่าควรแก้ไข  <br>   6. อย่าพยายามแก้ไขพฤติกรรมหลายๆ อย่างพร้อมๆกัน ถ้าเด็กมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องและคุณต้องการแก้ไข ควรเลือกพฤติกรรมที่มีปัญหามากที่คุณคิดว่าควรได้รับการแก้ไขก่อน โดยนำมาพูดคุยกับลูก สอนให้เขาทราบว่าทำไมถึงไม่ควรทำและถ้าทำแล้วจะเกิดผลตามมาอย่างไร ในขณะเดียวกันก็พยายามมองหาพฤติกรรมหรือสิ่งที่ดีๆ ที่เด็กได้ทำโดยเฉพาะในเรื่องทำนองเดียวกันนั้นมาพูดชมให้เขาเห็นว่าเขาก็ทำได้ และคอยให้กำลังใจเขาเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีๆ นั้นอีก เพื่อให้เขาได้รับรู้ว่าคุณก็ได้เห็นว่าเขาเป็นเด็กที่ดีได้เช่นกัน คุณอาจจะเล่าให้เขาฟังถึงเด็กคนอื่นที่ทำพฤติกรรมในทำนองนี้ได้ แต่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ มากนัก เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกว่า คุณเห็นแต่คนอื่นๆ ดีหมดยกเว้นลูกของคุณเอง             <br>   7. สำหรับเด็กเล็ก วัยทารกและวัยเตาะแตะ ส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นจะถูกหรือผิด ดังนั้นในกรณีที่เด็กทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง คุณควรจะหาทางเบี่ยงเบนความสนใจหรือพาเขาออกจากเหตุการณ์นั้นๆ ก่อนที่จะเกิดผลเสียที่อาจเป็นอันตรายขึ้น ไม่ควรพยายามลงโทษเด็กหรือเขย่าตัวเด็กแรงๆ โดยหวังจะให้เด็กจำไว้จะได้ไม่ทำอีก เพราะส่วนใหญ่แล้วเด็กจะทำไปตามสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของเขา อยากลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ โดยไม่ได้มีเจตนาทำผิดหรือดื้อมากๆ แต่อย่างใด              <br>   8. คุณควรทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กได้เห็นเสมอๆ เวลาที่คุณพูดกับผู้อื่น คุณควรใช้คำพูดและกริยาท่าทางที่สุขุมเยือกเย็น ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือก้าวร้าวกับผู้อื่นต่อหน้าเด็กๆ ควรมีคำพูดที่แสดงมารยาทที่ดี เช่น "ขอโทษค่ะ (ครับ)" "ขอบคุณครับ (ค่ะ)" และการแสดงน้ำใจกับคนอื่นๆ ให้เขาได้เห็นอยู่เสมอๆ เพราะเด็กมักจะเก่งในการสังเกตพฤติกรรมของคนรอบข้างและจะเรียนรู้ได้เร็ว เด็กมักจะทำตามแบบอย่างที่เห็นจากคุณมากกว่าที่จะทำตามคำสั่งที่คุณบอกให้เขาทำ ทั้งนี้คุณควรจะให้ความเอาใจใส่กับเรื่องต่างๆ ในทีวีหรือเกมส์คอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นด้วย เพราะสื่อเหล่านี้ก็สามารถเป็นตัวอย่างในการสอนพฤติกรรมที่ไม่ดีแก่เด็กๆ ได้ และอยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่พบว่ามีรายการหรือสื่ออะไรที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ช่วยกันร้องเรียนผ่านทางเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหรือทางสื่ออื่นๆ เพื่อช่วยกันทำให้สภาพสังคมไทยของเราได้มี "มลพิษทางปัญญา" เหล่านี้ลดน้อยลงด้วย              <br>   9. อย่าลืมให้กำลังใจเด็กเมื่อเห็นเขาทำสิ่งที่ดีๆ แม้เพียงคำชมเล็กๆ น้อยๆ หรือการโอบกอดเด็ก เพื่อให้เขารับรู้ว่าคุณรักเขาเสมอ หรือแม้แต่การสบตากันอย่างคนรู้ใจ จะเป็นพลังที่จะช่วยให้ลูกของคุณมีกำลังใจที่จะทำดีต่อไปเรื่อยๆ              <br>   ขอให้คุณพ่อคุณแม่พยายามปรึกษากันอยู่เสมอๆ ในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูลูกที่รักของเรา ในความเป็นพ่อแม่นั้น เรามีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขและมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป เด็กไม่ได้ต้องการแต่สิ่งของเงินทองที่คุณหามาให้ เด็กยังต้องการความรักและเวลาจากคุณด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการอบรมเลี้ยงดูจากคุณ เพื่อให้เขาเรียนรู้ที่จะเป็นคนดี มีกิริยามารยาทที่ดี และเข้าสู่สังคมได้อย่างดีประสบความสำเร็จสมดังที่คุณได้ตั้งใจไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะทำได้สำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือน "ผลบุญ" ในกุศลที่คุณได้ทำสิ่งสมมานาน ในที่สุดก็จะกลับมาให้คุณได้ชื่นชมในความสุขความสำเร็จที่ลูกได้รับ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ความเป็นพ่อแม่ของคุณก็ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่คุณทั้งสองได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนที่คุณได้ตกลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน  <br> <br>ที่มา หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546

เรียกร้อง

ศุกร์ ต.ค. 02, 2009 2:59 pm  

รบกวนด้วยนะคะ   อยากทราบว่าจะสามารถเรียกค่าเลี้ยงดูจากสามีตัวแสบได้หรือไม่  เรื่องมีอยู่ว่าได้อยู่กินกับสามีแต่ไม่ได้จดทะเบียนค่ะและสามีเจ้าชู้มากทนมาตลอดจากนั้นก็รู้อีกว่าเข้ากับไปหาภรรยาเก่าเราก็เลยขอเลิกตอนนั้นท้องได้9เดือนแล้วค่ะ หลังจากนั้นก็เลิกติดต่อกันโดยที่ฝ่ายชายไม่เคยส่งค่าเลี้ยงดูตอนนี้ลูกอายุ7 ขวบแล้วค่ะ และได้ข่าวว่าเค้าทำงานมีรายได้เยอะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ขอเงินให้ลูกทีไรไม่ยอมให้ทุกที อ้างว่าต้องยกลูกให้ถึงจะส่งเสีย แต่เค้ากับเอาเงินไปส่งผู้หญิงเรียนรู้สึกว่าไม่ยุตติธรรมเลยเราต้องแบกภาระคนเดียว รบกวนช่วยชี้แนะด้วยนะคะขอบคุณมากๆค่ะ

ท.ปกรณ์
ทนายไทย
โพสต์: 1219

ศุกร์ ต.ค. 02, 2009 7:13 pm  

...อ้าว งี้ก็สวยซี โทรไปเรียกมาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรก่อนครับ หากไม่มาก็ฟ้องขอให้รับว่าเป็นบุตรครับ พร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเลย

คุณแม่

พุธ ธ.ค. 09, 2009 9:24 am  

แต่งงานจดทะเบียนสมรสอยู่กินกันมาแปดปีจากไม่มีอะไรจนกระทั่งมีกิจการและฐานะดีขึ้นมาก  มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนเมื่ออายุลูกสองขวบหย่ากันเพราะสามีมีเมียน้อยทางสามีให้อาคารพาณิชย์มาหนึ่งหลังเป็นชื่อดิฉันแต่สลักหลังสัญญาว่าห้ามขายหรือทำการใดใดจนกว่าลูกจะอายุครบยี่สิบปี้หลังจากนั้นดิฉันจึงออกมาเลี้ยงดูบุตรเองโดยลำพังโดยไม่ได้รับค่าเลี้ยงดูจากสามีเลยจนกระทั่งลูกอายุสี่ขวบดิฉันมีปัญหาเรื่องลูกป่วยหนักต้องรักษาขอความชวยเหลือแต่สามีปฏิเสธจึงมีครอบครัวใหม่ซึ่งเข้ามารับผิดชอบรักษาเลี้ยงดูเรามาตลอดจนตอนนี้บุตรอายุย่างแปดปีแต่  ณ  วันนี้มีปัญหาคือบุตรของดิฉันร่างกายไม่แข็งแรงดิฉันต้องการขายตึกนี้เพื่อย้ายถิ่นฐานไปในที่ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของบุตร   จะสามารถขายได้รึไม่   และถ้าทางสามีไม่ยินยอมมีวิธีแก้ปัญหาอยางไร   เราจะสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูตั้งแต่เริ่มต้นได้หรือไม่

ทนายอภิชาต081-5522-971

พุธ ธ.ค. 09, 2009 9:33 am  

ขายตึกคงขายไม่ได้ครับหากมีข้อตกลงอย่างนั้น  ทางที่ดีผมว่าฟ้องเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูดีกว่าครับ  เพราะฝ่ายชายต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูเช่นกันครับ

คุณแม่

พุธ ธ.ค. 09, 2009 1:26 pm  

แล้วถ้าฟ้องร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูทางสามีมีสิทธิแก้ต่างจนชนะความหรือไม่คะ

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน