รบกวนหน่อยนะคับ

ทุกมหาวิทยาลัย ไม่ว่ารัฐบาล เอกชน แบบปิดหรือแบบเปิด มาคุยกันได้ที่นี่ครับ ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ รามคำแหง มสธ. ราชภัฎ และทุกแห่งที่มีการสอนนิติศาสตร์ครับ

Moderator: mr_joe141, Jurist2, maclaw

Dreamcatcher2
นักศึกษาใหม่
โพสต์: 1

พุธ ก.ย. 27, 2006 6:36 pm  

ผมเพิ่งลงเรียนกฏหมายลักษณะพยานน่ะคับ ไม่รู่จะเริ่มต้นอย่างไรดี อ่านดูรู้สึกว่ายากเอาการ อยากขอคำปรึกษาหน่อยคับว่ามาตราหลักๆมีอะไรบ้าง มึนจริงๆครับ เพราะอยู่ต่างจังหวัดไม่ได้เข้าเรียนเลย :oops:

กาหลง
นักศึกษาใหม่
โพสต์: 2

พุธ ก.ย. 27, 2006 9:05 pm  

พยานหลักฐาน
พยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.แพ่ง
ประเด็น (มาตรา 182-183 ทวิ)
การชี้สองสถาน (มาตรา 183)
การชี้สองสถาน คือ การกำหนดประเด็นข้อพิพาท และ การกำหนดหน้าที่นำสืบ โดยศาลจะพิเคราะห์จากคำคู่ความ เช่น คำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือคำให้การ คำร้องสอด ประกอบคำแถลงของคู่ความ
ประเด็นแห่งคดีและประเด็นข้อพิพาท
ประเด็นแห่งคดี คือ ข้ออ้าง หรือ ข้อต่อสู้ ระหว่างโจทก์จำเลย หรือ คู่ความฝ่ายอื่น ๆ ซึ่งปรากฏในคำฟ้อง หรือ คำให้การ หรือ คำคู่ความอื่น ๆ (ถ้ามี) เช่น คำร้องสอด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1) คำร้องขอแก้ไขฟ้อง หรือ แก้ไขคำให้การฯ
ประเด็นข้อพิพาท คือ ประเด็นแห่งคดี ทั้งที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่ยอมรับ (โต้เถียงกันอยู่) และ จะต้องเป็นข้อที่มีผลกระทบกระเทือนต่อผลคดี (อาจทำให้แพ้หรือชนะกันได้)
-ข้อโต้เถียงใด ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงผลคดี ย่อมไม่มีประโยชน์ ที่จะกำหนดเป็นประเด็นให้คู่ความนำสืบ
ข้อพิจารณาในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท
1. ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 ว.2 “ให้จำเลยแสดงชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับ หรือ ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิน หรือ แต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น”
-กรณีจำเลยให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้ง แต่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ โดยหลัก ถือว่า เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างอยู่ ไม่ถือว่า จำเลยรับแล้ว เพียงแต่มีผลทำให้จำเลย ไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การ เท่านั้น คำให้การของจำเลย แยกพิจารณาได้ ดังนี้
1.1 จำเลยให้การปฏิเสธไม่ชัดแจ้งว่า ปฏิเสธฟ้องข้อใด อย่างไร โดยใช้ถ้อยคำ
คลุมเครือ ศาลฎีกาถือว่า จำเลย ไม่ได้ให้การปฏิเสธ โจทก์ไม่ต้องนำสืบ เช่น “นอกจากที่จำเลยจะให้การต่อไปนี้ ให้ถือว่า ปฏิเสธฟ้อง” และ ให้การต่อไปว่า “จำเลยมิได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากผู้มีชื่อ” ขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาว่า คำให้การในตอนแรก ไม่ชอบ เพราะ ไม่ปรากฏเหตุแห่งการปฏิเสธ ถือไม่ได้ว่า จำเลยปฏิเสธทั้งหมด ประเด็นใด ที่จำเลยไม่ให้การถึง ต้องถือว่า รับ โจทก์ไม่ต้องนำสืบ คงมีประเด็นพิพาทประเด็นเดียวเพียงว่า จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อหรือยัง
นอกจากนี้ ในกรณีที่จำเลยไม่ให้การปฏิเสธถึงข้อเท็จจริงในคำฟ้องข้อใด ถือว่า จำเลย
ยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อนั้นแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำสืบในข้อนั้นอีก
หลัก ตาม ข้อ 1.1 มีข้อยกเว้น 2 ประการ ที่โจทก์ต้องนำสืบ คือ
(ก) กรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
(ข) จำนวนค่าเสียหาย
1.2 ในกรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้ว แต่ไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธตาม
วิ.แพ่ง ม.177 ว.2 ถือว่า ให้การปฏิเสธแล้ว ศาลต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาท โจทก์ยังคงมีหน้าที่นำสืบตามข้อกล่าวอ้างอยู่
ส่วนจำเลยไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การ
แต่ไม่ทำให้กลายเป็นว่า จำเลยยอมรับตามฟ้องโจทก์
หลัก ตาม ข้อ 1.2 มีข้อยกเว้น ดังนี้
(ก) ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ ซึ่งภาระพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลย แต่
จำเลยไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ ย่อมไม่มีสิทธินำพยานมาสืบตามคำให้การ จึงต้องแพ้คดี
กรณีเช่นนี้ ศาลไม่จำต้องกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท โดยถือว่า คำให้การไม่ชัดแจ้ง
ไม่มีประเด็นข้อพิพาท คดีไม่จำเป็นต้องทำการสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ศาลย่อมงดสืบพยาน และ พิพากษาให้จำเลยแพ้คดีได้เลย
(ข) คำให้การเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ เช่น ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจถูกต้อง
หรือ ไม่ “ไม่ทราบ ไม่รับรอง” โดยไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธให้ชัดแจ้ง แม้จะเป็นการปฏิเสธในเรื่องอำนาจฟ้อง ก็ตาม แต่คำให้การในลักษณะนี้ ถือว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะต่อสู้ในประเด็นข้อนี้อย่างจริงจัง จึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอำนาจฟ้อง
อย่างไรก็ตาม จำเลยจะให้การว่า “ไม่ทราบไม่รับรอง” แต่เมื่อพิจารณาคำให้การทั้ง
ฉบับแล้ว เข้าใจได้ว่า จำเลยต่อสู้คดีใน เรื่องใด ก็เป็นคำให้การที่ชัดแจ้งได้ เช่น
-ฎ.6504/2539 คดีขับไล่ คำให้การตอนแรกว่า “โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่
ไม่ทราบไม่รับรอง จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินจำเลย และ ได้ครอบครองบ้านกันที่ดินโดยสงบ
เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปี โดยไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์หรือเจ้าของเดิม”แสดงว่า จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ โดยอาจไม่ทราบว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยให้การต่อไปว่า “ปรากฏว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง จำเลยได้ครอบครองโดยสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปีแล้วจึงได้กรรมสิทธิ์” ก็เป็นการยืนยันถึง เหตุที่ทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ เฉพาะในส่วนที่จำเลยได้ครอบครอง คำให้การของจำเลย จึงชัดแจ้ง ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ หรือ ไม่
(ค) คำให้การเกี่ยวกับฟ้องเคลือบคลุม จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ฟ้องโจทก์เคลือบ
คลุมในข้อใด ดังนั้น จำเลยต้องบรรยายคำให้การว่าฟ้องเคลือบคลุมในข้อใด สภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องข้อใด ไม่แจ้งชัด มิเช่นนั้น ไม่มีประเด็นในเรื่องฟ้องเคลือบคลุม
(ง) คำให้การเรื่อง อายุความ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง ย่อมแสดงในตัวว่าคดีโจทก์ไม่
ขาดอายุความ การที่จำเลยต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นการตัดอำนาจฟ้องของโจทก์ ต้องแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ ว่า ขาดอายุความเรื่องใด อายุความมีกำหนดเท่าใด เริ่มนับแต่เมื่อใด เพราะเหตุใด จึงขาดอายุความ เพื่อให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างในเรื่องอายุความที่จำเลยต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง หากให้การเพียงลอย ๆ ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ มิได้กล่าวอ้างเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ คำให้การของจำเลย ไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ โจทก์ไม่ต้องนำสืบในข้อนี้
-ในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า ขาดอายุความเรื่องใด ศาลต้องวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่
จำเลยต่อสู้ เท่านั้น จะไปนำอายุความเรื่องอื่น มายกฟ้องโจทก์ ไม่ได้
ข้อสังเกต
1. ประเด็นข้อพิพาทที่เป็นข้อเท็จจริง ต้องมีการสืบพยานกันก่อน
-ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลวินิจฉัยได้ โดยพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การ โดยไม่ต้องสืบพยานกันอีก
2. การกำหนดประเด็นข้อพิพาท ต้องกำหนดตามประเด็นที่คู่ความกล่าวอ้างมาในคำฟ้อง และ คำให้การ หรือ คำคู่ความอื่น ๆ เท่านั้น
-คำแถลงของคู่ความ เป็นการประกอบคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล เท่านั้น ศาลจะสอบถามคู่ความ เพื่อตั้งประเด็นเพิ่มเติมขึ้นใหม่ นอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง คำให้การ หรือ คำคู่ความอื่น ๆ ไม่ได้
3. กม. แบ่งขั้นตอนการแลกเปลี่ยนคำคู่ความออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ เริ่มต้นด้วยโจทก์ยื่นคำฟ้อง และ ปิดท้ายด้วยจำเลยยื่นคำให้การ ในกรณีที่จำเลยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ในคำให้การ โดยหลักทั่วไป ถือว่า ข้ออ้างของคู่ความที่กล่าวไว้ในคำคู่ความที่ยื่น เป็นขั้นตอนสุดท้ายในคดี ให้ถือว่า คู่ความฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธทั้งหมด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิเสธ เพราะ ถือว่า ข้ออ้างทุกข้อในคำให้การของจำเลยนั้น โจทก์ปฏิเสธในตัว จึงเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างขึ้นใหม่ทันที เว้นแต่ ในตอนชี้สองสถาน ถ้าศาลสอบถามโจทก์ว่า มีข้อเท็จจริงตามที่จำเลยยกขึ้นใหม่ หรือ ไม่ หากโจทก์รับ ก็เป็นอันยุติตามคำรับของโจทก์ จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทอันคู่ความต้องนำสืบในประเด็นข้อนี้ เพราะคู่ความอาจสละหรือ ยอมรับข้อเท็จจริงในประเด็นข้อใด ก็ได้
4. การสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความ ในวันชี้สองสถาน ตาม มาตรา 183 วรรคสอง นั้น หากคู่ความไม่ตอบคำถาม หรือ ปฏิเสธข้อเท็จจริงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่า รับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ คู่ความนั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือ แสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธในขณะนั้นได้
ตาม ป.วิ.แพ่ง ม.183 ในชั้นชี้สองสถาน ให้ศาลมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความแล้ว นำข้ออ้างข้อเถียงที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และ มีอำนาจสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้างข้อเถียงนั้น อาจเข้าใจผิดว่า ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากข้อโต้แย้งในคำแถลง หรือการสอบถาม แต่ความจริงแล้ว การสอบถามของศาล ตาม ม.183นี้ เพื่อให้ได้ความชัด ในประเด็นที่โต้เถียงกัน เท่านั้น ดังนั้น การกำหนดประเด็นพิพาท ต้องกำหนดตามคำคู่ความที่กล่าวในคำฟ้องคำให้การ เท่านั้น ศาลจะสอบถามแล้ว ตั้งประเด็นขึ้นใหม่ ตามคำแถลงของคู่ความนั้น ไม่ได้
5. ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธในประเด็นข้อใดไว้ แต่เมื่อศาลสอบถาม จำเลยกลับแถลงรับในข้อที่ให้การปฏิเสธนั้น ถือว่า จำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้ เรื่องนั้นแล้ว (ฎ.2025/2538)
6. การคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ กระทำได้ 2 วิธี (มาตรา
183 วรรคสาม) คือ
6.1 แถลงด้วยวาจาต่อศาลขณะนั้น หรือ
6.2 ยื่นคำร้องต่อศาล ภายใน 7 วัน นับแต่วันกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ และ ศาลต้องชี้ขาดคำคัดค้านนั้น ก่อนวันสืบพยาน คำชี้ขาดของศาลเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
7. ตาม มาตรา 182 คู่ความอาจตกลงกัน กะประเด็นข้อพิพาท โดยยื่นคำแถลงร่วมกันต่อศาล ศาลต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามนั้น
-แต่ถ้าศาลเห็นว่า คำแถลงนั้นไม่ถูกต้อง ศาลก็มีอำนาจยกคำแถลงนั้นได้ แล้วดำเนินการชี้สองสถานไปตาม มาตรา 183
ผลของการไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน (มาตรา 183 ทวิ)
มาตรา 183 ทวิ วรรคหนึ่ง กรณีที่คู่ความทุกฝ่าย หรือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน ให้ศาลทำการชี้สองสถานไปโดย ให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาศาลได้ทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้น
และ
คู่ความที่ไม่มาศาลนั้น ไม่มีสิทธิคัดค้านประเด็นข้อพิพาท และ หน้าที่นำสืบ เว้นแต่ เหตุที่ไม่มาศาลนั้น เพราะมี (1) เหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ หรือ เป็นการคัดค้านเรื่อง (2) เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (มาตรา 183 ทวิ วรรคสอง)
ผลของการไม่คัดค้านประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ
1. ถ้าไม่คัดค้านภายในกำหนด ให้ถือว่า สละประเด็นข้อพิพาทนั้นแล้ว แม้จะเป็นประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง หรือ จำเลยต่อสู้ไว้ในคำให้การ
2. หากศาลไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ เมื่อคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา(686/2535,314/2528)
- แต่ถ้าศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การ แม้คู่ความไม่โต้แย้งคัดค้าน ศาลสูงก็มีอำนาจหยิกยกขึ้นวินิจฉัยไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ เพราะ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (ฎ.821/2540,817/2538)
3. ในบางครั้ง ศาลฎีกาถือว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนด เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้แล้ว (ดู ฎ.2709/2538,3613/2525,4716/2536)
-ฎ.2709/2538 จำเลยให้การต่อสู้ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ปัญหาว่า จำเลยได้ละเสีย ซึ่งประโยชน์ แห่งอายุความหรือไม่ จึงรวมอยู่ในประเด็นพิพาทว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ด้วย และ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โดยได้วินิจฉัยด้วยว่า การที่จำเลยมีหนังสือไปถึงโจทก์ ไม่เป็นการาละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ดังนั้น ปัญหาว่า จำเลยได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความหรือ ไม่ จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัย
-ฎ.3613/2525 ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า เมื่อชำระหนี้กองมรดกแล้ว ถ้ามีทรัพย์มรดกเหลืออยู่ โจทก์จะมีส่วนได้เพียงใด ดังนั้น การที่ศาลคำนวณส่วนแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์จำเลยได้ จำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ทรัพย์สินนั้น เป็นสินส่วนตัว หรือ สินสมรส ระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดก ซึ่งศาลชั้นต้น ก็ได้วินิจฉัยทรัพย์พิพาททั้งหมด เป็นสินสมรส การที่ศาลอุทธรณ์
วินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทบางส่วนเป็นสินส่วนตัวของเจ้ามรดก จึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็นไม่
-ฎ.4716/2536 ประเด็นพิพาทที่ศาลชั้นต้น กำหนดไว้ว่า จำเลยทั้งสอง ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ย่อมครอบคลุมไปถึงปัญหาที่ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ ด้วย
4. ประเด็นข้อพิพาท จะกำหนดเฉพาะ ข้อที่มีผลเป็นการแพ้ชนะเท่านั้น หากไม่กระทบต่อผลคดี แต่ศาลไปกำหนดเป็นประเด็นไว้ เป็นการไม่ชอบ ไม่ผูกพันให้ศาลสูงต้องวินิจฉัยตาม (ฎ.2328/30)
หลัก กม.ที่ว่า จำเลยไม่ให้การปฏิเสธถือว่า ยอมรับ มีข้อยกเว้น ดังนี้
1. จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จะถือว่าจำเลยยอมรับตามฟ้องไม่ได้
ในกรณีนี้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด ศาลอาจมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ทันที
ยกเว้น บางกรณี ศาลอาจให้จำเลยส่งเอกสารแทนการสืบพยาน และ
บางกรณีให้โจทก์สืบพยานไปฝ่ายเดียว โดยนำสืบให้ได้ความตามฟ้อง
ส่วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทได้
คำให้การของจำเลยต้องชัดแจ้ง จึงจะเป็นประเด็นข้อพิพาท
1. คำให้การของจำเลย ต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น หรือ แต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น (มาตรา 177 วรรคสอง)
2. คำให้การของจำเลยที่ไม่ปฏิเสธฟ้องของโจทก์ข้อใด โดยชัดแจ้ง ถือว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว
3. จำเลยให้การว่า “ไม่ทราบไม่รับรอง” เป็นคำให้การไม่แจ้งชัดว่า รับหรือปฏิเสธ ถือไม่ได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธ ไม่เกิดประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบ และ ถือว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง
-อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยให้การว่าไม่ทราบไม่รับรอง แต่เมื่อดูประกอบกับคำให้การทั้งฉบับแล้ว เข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้เรื่องใด ก็เป็นคำให้การที่ชัดแจ้งได้ (ฎ.6504/2539 คดีฟ้องขับไล่)
-ฎ.6504/2539 ในคดีขับไล่ คำให้การของจำเลยตอนแรกที่ว่า “โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องหรือไม่ ไม่ทราบ ไม่รับรอง จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินจำเลย และ ได้ครอบครองบ้าน กับที่ดิน โดยสงบเปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปี ไม่ได้อาศัยสิทธิ์ของโจทก์ หรือ เจ้าของเดิม” แสดงว่า จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท อย่างเป็นเจ้าของ โดยไม่อาจทราบว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยให้การต่อไปว่า “ปรากฏว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง จำเลยก็ได้ครอบครอบโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อก้นมากว่า 10 ปี แล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์” ก็เป็นการยืนยันถึงเหตุที่ทำให้จำเลยได้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วน ที่จำเลยได้ครอบครอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้ง ก่อให้เกิดประเด็นพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์
4. ถ้าข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นข้อกฎหมาย แต่ไม่กล่าวให้ชัดแจ้งว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ถือว่า ไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
-ถ้าเป็นข้อเท็จจริงจะใช้คำว่า “ไม่มีประเด็นนำสืบ” (ดู ฎ..913/2509,48/2536,231-232/2509,3882/2529)
5. คำให้การของจำเลยที่ต่อสู้ว่า “คดีโจทก์ขาดอายุความ” ต้องกล่าวให้ชัดแจ้งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเรื่องอะไร เพราะเหตุใด คดีขาดอายุความเมื่อใด มิฉะนั้น ไม่ชอบด้วย มาตรา 177 วรรคสอง ไม่เกิดเป็นประเด็นแห่งคดี (ฎ.1801/2539,2230/2541,3910/2528,3244/2530)
6. ในกรณีที่จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความในเรื่องใด ศาลจะต้องวินิจฉัยเฉพาะอายุความเรื่องที่จำเลยต่อสู้ไว้เท่านั้น จะไปยกอายุความเรื่องอื่นมายกฟ้องโจทก์ไม่ได้(ฏ.5327/39)
2.คำให้การขัดกัน
1. กรณีคำให้การขัดกันเอง ไม่ชอบด้วย มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ถือว่า เป็นคำให้การปฏิเสธและ ไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ข้อเท็จจริงฟังได้ตามโจทก์ฟ้อง ไม่ต้องสืบพยาน
2. คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คำให้การในส่วนแพ่ง ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.177 วรรคสอง

หน้าที่นำสืบ มาตรา 84-85
หลักเกณฑ์ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้น ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง (มาตรา 84 วรรคแรก)
ข้อยกเว้น
(1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือ ซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ ซึ่งศาลเห็นว่า คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
(2) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่า ตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข แห่งการที่ตนได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว
มาตรา 85 คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ ต้องนำสืบข้อเท็จจริง ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้ ภายใต้บังคับ แห่ง ป.นี้ หรือ กม.อื่น อันว่าด้วย การรับฟังพยานหลักฐาน และ การยื่นพยานหลักฐาน
ฝ่ายใดกล่าวอ้าง ฝ่ายนั้น มีหน้าที่นำสืบ
1. ข้อเท็จจริงใดโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบ
2. ในกรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยอ้างเหตุผลประกอบการปฏิเสธด้วย ไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ หน้าที่นำสืบคงตกแก่โจทก์
3. กรณีที่จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และ กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เพื่อให้ตนพ้นความรับผิด จำเลยมีหน้าที่นำสืบ
4. ในคดีที่มีประเด็นหลายข้อ บางข้อโจทก์ต้องนำสืบก่อน บางข้อจำเลยนำสืบก่อน เมื่อศาลสั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำสืบก่อน แล้วทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน ศาลก็คงต้องตัดสินในเรื่องหน้าที่นำสืบไปตามกฎหมาย
5. ในคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่า เป็นของตน โจทก์อ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หน้าที่นำสืบตกแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์
6. จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นโมฆะ เท่ากับ จำเลยยอมรับว่า ทำสัญญากันจริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นโมฆะ จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบ
7. จำเลยต่อสู้ว่า เอกสารที่โจทก์นำมาฟ้อง เป็นเอกสารปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบถึงความถูกต้องแท้จริง แห่งเอกสารนั้น
-แต่ถ้าเป็นเอกสารมหาชน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตาม มาตรา 127 ว่า เป็นที่เอกสารที่แท้จริงถูกต้อง หน้าที่นำสืบย่อมตกแก่จำเลย ที่จะต้องนำสืบความไม่ถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น
- กรณีจำเลยต่อสู้ว่า หนี้ตามฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์ เช่น ถูกหลอกลวง ข่มขู่ นิติกรรมเป็นโมฆียะ มิได้กล่าวอ้างว่า เป็นสัญญาปลอม เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ หน้าที่นำสืบย่อมตกแก่จำเลย
- ต่อสู้ว่า ลงลายมือชื่อในขณะที่ยังไม่มีการกรอกข้อความ เท่ากับต่อสู้ว่า เป็นสัญญาปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบ
8. เมื่อจำเลยมีหน้าที่นำสืบ แต่ไม่มีประเด็นจะนำสืบตามคำให้การ(คำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นที่จำเลยจะสืบพยาน) ศาลก็พิพากษาให้จำเลยแพ้คดี โดยไม่ต้องสืบพยานอีก
-ฎ.507/2500* เอกสารความว่า “จำเลยได้ยืมเงินโจทก์ไป” ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยได้รับเงินที่ยืมแล้ว จำเลยรับว่า ทำเอกสารยืมเงินให้โจทก์ แต่ต่อสู้ว่า ไม่ได้รับเงิน โดยโจทก์หลอกลวงให้ทำ เนื่องจาก โจทก์ฝากอะไหล่รถยนต์ ให้จำเลยขาย ไม่เรียกว่า จำเลยอ้างเหตุที่ทำให้หนี้ไม่สมบูรณ์
(ไม่ได้กล่าวอ้างว่าได้หลอกลวงอย่างไร เพียงแต่บอกว่าโจทก์หลอกลวงเนื่องจากอะไรเท่านั้น ไม่เป็นการอ้างเหตุที่ทำให้หนี้ไม่สมบูรณ์)
9.ในกรณีอื่น ๆ ที่จำเลยรับตามฟ้องโจทก์ โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ต้องกล่าวให้ชัดแจ้ง ตาม ม.177 วรรคสอง ด้วย
10. ในบางกรณี แม้จำเลยจะอ้างข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้ง แต่ก็ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบได้ เพราะเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข เอกสาร ต้องห้าม ตาม ม.94 (ฎ.2255/2518)
11. จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” หน้าที่นำสืบตกโจทก์
12. ในเรื่อง “อายุความ” แม้จำเลยจะเป็นผู้ยกขึ้นต่อสู้ โจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบว่า คดีไม่ขาด
- แต่ถ้าจำเลยอ้างประโยชน์จากอายุความเสียเอง ไม่ใช่อ้างว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เช่น อ้างว่า ทรัพย์มรดกมีผู้จัดการมรดก จำเลยจึงมีสิทธิได้ทรัพย์มรดก ไม่ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ.1754 จำเลยมีหน้าที่นำสืบ
- ในเรื่องกำหนดเวลาฟ้องเรียกคืนที่ดินมือเปล่า ภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1375 นั้น ไม่ใช่อายุความ แต่เป็นกำหนดเวลาฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครอง เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนเกินกว่า 1 ปี หน้าที่นำสืบตกจำเลย
16. หน้าที่นำสืบเรื่องค่าเสียหาย
16.1 ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ
- หากจำเลยไม่ให้การปฏิเสธ ก็ต้องถือว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์ ได้รับความเสียหาย
จริงตามฟ้อง โจทก์ไม่ต้องนำสืบ เช่น ได้รับความเสียหาย หรือ บาดเจ็บจริงหรือไม่
- แต่ถ้าเป็นค่าเสียหายมีมากน้อยเพียงใด จำนวนเท่าใด โจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบ
16.2 ในเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้จำเลยจะไม่ได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายไว้ ก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้กล่าวอ้าง จะต้องนำสืบตลอด
โดยหลักถือว่า จำเลยไม่ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ข้อใด ถือว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริง
นั้นแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำสืบ
-แต่เฉพาะเรื่องจำนวนค่าเสียหายนี้ ไม่ยึดหลักดังกล่าว ดังนี้ แม้จำเลยจะไม่ให้การถึง
เลย โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่นำสืบอยู่
16.3 แม้โจทก์จะสืบเรื่องจำนวนค่าเสียหายไม่ได้ หรือ ไม่สืบเลย ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควร
ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องนำสืบ (มาตรา 84 วรรคสอง)
1. ข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันทั่วไป เช่น สิ่งธรรมดาธรรมชาติ หรือ ถ้อยคำภาษาไทย เป็นต้น
1.1 ประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง อัตราออกเบี้ย เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบ
1.2 ข้อเท็จจริงว่า ผู้ใด ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมต่าง ๆ หรือ ตำแหน่งผู้ว่าฯในขณะที่ โจทก์ฟ้อง เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบ
2. ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้
2.1 คำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาล ตาม มาตรา 145 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาล จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ในระหว่างคู่ความเท่านั้น หรือ
2.2 ป.วิ.อ. มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญา ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจโต้แย้งได้
(ก) ต้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
(ข) คำพิพากษาคดีอาญา ต้้องถึงที่สุด
(ค) คู่ความในคดีแพ่ง ต้องเป็นคู่ความเดียวกัน หรือ เสมือนคู่ความในคดีอาญามาก่อน(ง) ข้อเท็จจริงนั้น เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา
3. ข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งรับหรือ ถือว่า รับกันแล้วในศาล
3.1 ข้อที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งรับแล้วในศาล ก็ต้องฟังยุติไปตามนั้น ศาลจะหยิบยกพยานหลักฐานในสำนวนมาวินิจฉัยให้ขัดแย้งกับคำรับไม่ได้
-ส่วนคำรับนอกศาล อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในทางคดีได้ แต่ไม่มีผลให้
ข้อเท็จจริงยุติตามนั้น
3.2 ในกรณีจำเลยหลายคน จำเลยบางคนยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ถือว่า เป็นกระบวนพิจารณาที่เป็นที่เสื่อมเสียแก่จำเลยอื่น จะถือว่า จำเลยอื่นยอมรับด้วยไม่ได้ (ตาม ม.59(1)) โจทก์จึงยังคงมีหน้าที่นำสืบ
3.3 แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิสืบพยาน แต่เมื่อจำเลยยอมรับว่า เป็นหนี้โจทก์จริง โจทก์จึงไม่ต้องสืบพยาน ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยใช้หนี้ให้โจทก์ได้
3.4 กรณีที่ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริง อาจเกิดจากคำให้การของจำเลยโดยยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง หรือ ไม่ให้การปฏิเสธฟ้อง หรือ ศาลสอบถาม ตาม ม.183 วรรคสอง กล่าวคือ ถ้าคู่ความฝ่ายใด ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ หรือ ปฏิเสธข้อเท็จจริงใด โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลได้
3.5 คำให้การปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง หรือ ไม่กล่าวถึงฟ้องโจทก์ข้อใด ถือว่ายอมรับ โจทก์ไม่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นอีก(นำไปใช้เรื่องจำนวนค่าเสียหายไม่ได้)
3.6 ในคดีมีจำเลยหลายคน บางคนขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ยื่นคำให้การ มิได้ปฏิเสธฟ้องของโจทก์ เช่นนี้ จะถือว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ได้ โจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบเต็มตามฟ้อง
3.7* คำให้การของจำเลยต้องแสดงให้แจ้งชัดว่า รับ หรือ ปฏิเสธฟ้องโจทก์ รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น(ม.177 วรรคสอง)
-ในกรณีที่จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยชัดแจ้ง แม้ไม่ได้แสดงเหตุในการปฏิเสธ หรือ
เหตุแห่งการปฏิเสธไม่ชัดแจ้ง ก็ไม่ถือว่า เป็นการรับตามฟ้อง เพียงแต่จำเลยไม่มีประเด็นนำสืบเท่านั้น
-ฎ.2243/2521จำเลยปฏิเสธชัดแจ้งว่า ไม่ได้กู้เงินโจทก์ สัญญากู้เป็นเอกสารปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การว่า สัญญากู้ปลอมอย่างไร จึงไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ ไม่มีสิทธินำสืบว่า สัญญากู้ปลอมอย่างไร
-แต่ถ้าเป็นกรณีที่จำเลยให้การยอมรับตามฟ้อง แต่ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ จำเลยก็ต้อง
แสดงเหตุ เกี่ยวกับข้อต่อสู้ใหม่ให้ชัดแจ้ง ถ้าแสดงไม่ชัดแจ้ง จำเลยไม่มีสิทธินำสืบตามข้อต่อสู้ และ เนื่องจากในกรณีเช่นนี้หน้าที่นำสืบตกจำเลย เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิสืบพยาน จำเลยก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี (ฎ.2647/2535,907/2542)
ถ้าจำเลยรับตามฟ้อง แต่ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ โจทก์ไม่ต้องสืบพยานอีก และ
พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้เลย
คำรับที่จะถือว่ายุติไม่ต้องนำสืบนี้ จะต้องเป็นคำรับในศาล และ ในคดีที่พิพาทกัน
ด้วย ดังนั้น คำรับของคู่ความในคดีอื่น เป็นเพียงพยานหลักฐานที่ใช้ยันผู้กล่าวได้เท่านั้น ผู้กล่าวจึงสืบหักล้างได้
4. ข้อสันนิษฐานของกฎหมายเป็นคุณแก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นไม่ต้องนำสืบ
4.1 คดีละเมิดทั่วไป ภาระพิสูจน์ตกอยู่ที่โจทก์ ยกเว้น เข้าข้อสันนิษฐาน เช่น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 427 ครอบครองเครื่องจักรกล
4.2 กรณี อสังหาหริทรัพย์
(ก.) กรณีโต้แย้งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ป.พ.พ.มาตรา 1373 ผู้มีชื่อใน
ทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง
- ผู้มีชื่อทางทะเบียน มีสิทธิยิ่งกว่า ผู้ที่ครอบครอง แต่ต้องปรากฏว่า เป็นโฉนดที่ดินที่ถูกต้องสมบูรณ์ และ ออกตามวิธีการถูกระเบียบและกฎหมาย และ ย่อมครอบไปถึงที่ดิน มี น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก.ด้วย แต่ต้องปรากฏว่า เป็นโฉนดที่ดินที่ถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าจำเลยโต้แย้งว่า ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ผิดกฎหมาย โจทก์ต้องมีหน้าที่นำสืบ
-เอกสารมหาชน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นของแท้จริงและถูกต้อง
-ฎ.4048/2545 ผู้ร้อง ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก อ้างว่า ผู้ตาย มีทรัพย์มรดก คือ บ้านและที่ดินมีโฉนด ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน แต่ผู้คัดค้านอ้างว่า บ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นของผู้คัดค้าน มิใช่ทรัพย์มรดกผู้ตาย ดังนี้ เมื่อปรากฏว่า ที่ดินมีโฉนด มีชื่อผู้คัดค้าน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตาม ป.พ.พ.1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดิน เป็นส่วนควบของที่ดิน และ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้าน ตาม ป.พ.พ.144 ด้วย ผู้ร้อง จึงต้องมีภาระพิสูจน์ในเรื่องนี้ ตาม ป.วิ.พ.84
(ข.) กรณีมิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง เช่น ฟ้องขับไล่ ตามสัญญาเช่า ใช้หลักทั่วไป ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ เช่น
-พิพาทกันว่า ที่ดินที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของฝ่ายใด มิได้พิพาทว่า ที่ดินตาม
โฉนดเป็นของใคร คู่ความย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน เพราะ จะได้รับข้อสันนิษฐานดังกล่าว ก็ต่อเมื่อ ที่ดินที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของใคร ต้องกลัยไปใช้หลักเดิมผู้ใดอ้างผู้นั้นนำสืบ
- รัฐกับราษฎร ราษฎร จะยกเอาการครอบครอง ขึ้นยันรัฐ ไม่ได้ การนำสืบใช้
หลักทั่วไป
(ค.) คดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ซึ่งอยู่ที่จำเลย แม้จำเลยจะครอบครองอยู่ ก็ไม่ได้
รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานเสมอไป ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากคำให้การของจำเลยเป็นหลัก กล่าวคือ
- ถ้าจำเลย โต้แย้งว่า ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่เป็นของจำเลย เมื่อที่ดินมี
โฉนด มีชื่อของจำเลย ดังนี้ จำเลยได้รับประโยชน์ข้อสันนิษฐาน เรื่อง การครอบครอง
- ถ้าจำเลย รับว่า เป็นทรัพย์มรดก เท่ากับ รับว่า เป็นทรัพย์ของผู้ตาย โดยหลัก
ทั่วไป ถือว่า เจ้ามรดก ไม่ได้ทำพินัยกรรม และ ต้องแบ่งกันตามกฎหมาย ถ้ามีผู้ใดกล่าวอ้างว่า มีพินัยกรรม ทำให้การแบ่งมรดกผิดไป ต้องมีหน้าที่นำสืบ
-ฎ.5132/2539 ประเด็นพิพาทมีว่า โจทก์ทั้ง 7 และ จำเลย ได้ตกลงแบ่งปัน
ทรัพย์ที่พิพาทให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ แม้จำเลยมีชื่อ ใน น.ส.3 ก. และ ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตาม 1373 แต่จำเลยยังต้องมีภาระการพิสูจน์ ให้เห็นว่า จำเลยได้รับส่วนแบ่ง ในที่ดินพิพาท อันเป็น มรดกของ จ. ตามข้อตกลงของทางทายาทโดยชอบ และ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการได้มา ซึ่งสิทธิครอบครองเพื่อตนและสุจริต อันเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นมาใหม่ ด้วย
(ง) กรณีมีชื่อในเอกสารมหาชนร่วมกัน ฝ่ายใดอ้างว่า เป็นของตนคนเดียว ฝ่ายนั้นนำสืบ
(จ) สามี-ภรรยา พิพาทกันว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ ผู้มีชื่อในทะเบียน ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน เมื่อ จำเลยมีชื่อ แต่อ้างว่า ถือกรรมสิทธิ์แทนน้องสาว จำเลยนำสืบ ประกอบกับข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นสินสมรส 1474 วรรคสอง
แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใด อ้างว่าไม่ใช่สินสมรส ต้องมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐาน
ของกฎหมาย
หากพิพาทกับบุคคลภายนอก บุคคลภายนอก อ้างว่า เป็นเจ้าของรวมด้วย บุคคลภาย
นอกต้องพิสูจน์หักล้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373
4.3 กรณี สังหาริมทรัพย์ ป.พ.พ.มาตรา 1369,1372 สันนิษฐานว่า ยึดถือทรัพย์เพื่อตน
4.4 ป.พ.พ.มาตรา 6 บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต
4.5 ป.พ.พ.มาตรา 1474 วรรคท้าย สันนิษฐานว่า เป็นสินสมรส
4.6 ป.พ.พ.มาตรา 877 วรรคสอง เงินเอาประกันภัยถูกต้อง เป็นคุณแก่ผู้เอาประกันภัย
4.7 ข้อสันนิษฐานอื่น ๆ ดูฎีกา
4.8 กรณีผิดสัญญา
(ก) ฟ้องเรียกเงิน หรือ เรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยปฏิเสธว่า ไม่เคยทำนิติกรรมสัญญา หรือ ว่าเอกสารแห่งนิติกรรมนั้นปลอม โจทก์มีหน้าที่นำสืบ
(ข) ฟ้องเรียกชำระหนี้ ตามสัญญาที่ต้องตามแบบ โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ว่า นิติกรรมนั้นสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ หรือ
-จำเลยต่อสู้ว่า นิติกรรมสัญญา ทำไม่ถูกต้องตามแบบ ตกเป็นโมฆะ
-ทำนิติกรรมกับโจทก์จริง เอกสารนั้นถูกต้องแท้จริง และทำถูกต้องตามแบบ
ทุกประการ แต่ต่อสู้ว่า นิติกรรมสัญญานั้น เป็นโมฆะ หรือ ไม่สมบูรณ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น ทำโดยสำคัญผิด ถูกฉ้อฉล ข่มขู่ ถูกอำพราง สัญญาดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นกรณีที่จำเลยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ ภาระพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลย
(ค) ป.พ.พ.มาตรา 650 วรรคสอง ว่า สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ย่อมบริบูรณ์ ต่อเมื่อ ส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม การกู้ยืมเงิน จึงเข้าลักษณะของสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ดังนั้น จำเลยนำพยานบุคลมาสืบได้ว่า “จำเลยไม่ได้รับเงิน” ไม่ต้องรับผิด ได้ ตาม 94 วรรคสอง (ข) เป็นการนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้
-แต่สัญญาจะซื้อจะขาย การได้รับเงิน ไม่ใช่องค์ประกอบของความสมบูรณ์
แห่งสัญญา เมื่อในสัญญาระบุว่า “ได้รับเงินไว้แล้ว” จะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ยังไม่ได้รับเงิน หรือ รับเงินไม่ครบถ้วน ไม่ได้ ต้องห้ามตาม ม.94
(ง) หน้าที่นำสืบเกี่ยวกับการชำระหนี้
-ในกรณีโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยรับว่าทำสัญญาจริง แต่ต่อสู้ว่า หนี้ระงับไปแล้ว ด้วยการชำระหนี้ ประเด็นมีว่าชำระหนี้แล้วหรือไม่ ในเรื่องนี้ เป็นตามหลักทั่วไป ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ
-แต่ถ้า โจทก์กลับแถลงรับว่า จำเลยชำระหนี้แล้วจริง แต่เป็นการชำระหนี้รายอื่น คนละรายกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โจทก์มีภาระการพิสูจน์
-เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขาย เมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินซึ่งซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ก็ต้องสันนิษฐานว่า ผู้ซื้อได้ชำระราคาให้ผู้ขายแล้ว เพราะมิเช่นนั้น ผู้ขายก็คงไม่โอนทรัพย์สินให้ผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายอ้างว่า ผู้ซื้อยังไม่ได้ชำระราคา ผู้ขายจึงมีภาระการพิสูจน์
-ในการที่จำเลยจะต้องพิสูจน์ว่าได้ชำระหนี้แล้ว แม้หนี้ตามสัญญานั้น กม.ให้
ต้องมีหลักฐานมาแสดง ก็สามารถนำสืบพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้าม ตาม ม.94(ก)(ข) แต่อย่างใดเพราะ เอกสารฝ่ายโจทก์ได้นำสืบเข้ามาแล้ว จึงไม่ต้องห้าม ตาม ม.94(ก) และ ไม่เป็นการสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร เพราะ เอกสาร เพราะเอกสารนั้น ไม่ได้มีข้อความว่า ชำระหนี้แล้ว หรือ ยัง เพราะฉะนั้น การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญาแล้ว จึงไม่เป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร สามารถนำสืบได้ ไม่ต้องห้าม ตาม ม.94(ก) หรือ (ข) ทั้งนี้ โดยไม่ต้องอ้าง ข้อยกเว้น ตาม ม.94 ว.2 เว้นแต่ หนี้รายนั้นเป็นหนี้เงินกู้ ซึ่งต้องมีหลักฐานการชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ.653 ว.2 ต้องห้าม ตาม ม.94(ก) เพราะ เท่ากับเป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เว้นแต่ เป็นกรณีดอกเบี้ยเงินกู้
(จ) หน้าที่นำสืบเกี่ยวกับเรื่องผิดสัญญา
-หากจำเลยปฏิเสธว่า มิได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการผิดสัญญา ตามข้อที่โจทก์อ้าง ปฏิเสธข้ออ้างการกระทำผิดสัญญาของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างโจทก์นำสืบ
-แต่ถ้าจำเลยรับว่า ได้กระทำการอันเป็นการผิดสัญญาจริง แต่จำเลยมีอำนาจกระทำได้ ไม่ถือว่า ผิดสัญญา เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ จำเลยนำสืบ
(ฉ) เรื่องอายุความ
-การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องศาล ย่อมเป็นการแสดงเจตนาอยู่ในตัวว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ การที่จำเลยต่อสู้ว่า ขาดอายุความแล้ว จึงเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์นั่นเอง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบ
-กรณีพิพาทกันเรื่องอายุความสั้นกับยาว ถ้าฝ่ายใดกล่าวอ้างว่า อายุความไม่เป็นไปตามอายุความทั่วไป ฝ่ายที่กล่าวอ้างมีหน้าที่นำสืบ
(ช) เรื่องค่าเสียหาย
-โจทก์เสียหาย หรือ ไม่ ถ้าจำเลยปฏิเสธว่า ไม่เสียหาย โจทก์นำสืบ
-เสียหายเพียงใด สูงเกินไป จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์ต้องนำสืบ
(ซ) เรื่องเบี้ยปรับ ถ้าจำเลยต่อสู้ว่า เบี้ยปรับสูงเกินไป โจทก์ต้องนำสืบ
ภาระการพิสูจน์กับหน้าที่นำพยานเข้าสืบก่อน
1. คู่ความฝ่ายใด มีหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ ศาลก็กำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่นำสืบก่อนด้วยเสมอ แล้วให้อีกฝ่ายสืบแก้
2. ในกรณีมีประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็น โจทก์จำเลยต่างมีหน้าที่นำสืบในแต่ละประเด็น ศาลก็จะกำหนดให้ฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบในหลายประเด็น หรือ ในประเด็นสำคัญ นำพยานเข้าสืบก่อนไปทีเดียวทุกประเด็นก็ได้
3. คำสั่งศาลในเรื่องหน้าที่นำสืบ ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงได้
4. การรับนำพยานเข้าสืบก่อน คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจรับเป็นผู้สืบพยานก่อนได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า ตามรูปคดีฝ่ายใด จะมีภาระการพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม การรับนำเข้าสืบก่อน ไม่ทำให้คดีที่นำสืบที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น ถ้าฝ่ายที่รับนำสืบก่อน ไม่ใช่คู่ความฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ ไม่สืบพยาน ศาลจะตัดสินให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะคดีไม่ได้ ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่งก่อน
5. ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ศาลต้องตัดสินโดยนำหลักในเรื่องหน้าที่นำสืบมาเป็นเครื่องตัดสิน โดยถือว่า คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบเป็นฝ่ายแพ้คดี เพราะไม่สามารถสืบพยานตามข้ออ้าง หรือ ข้อต่อสู้ของตนได้ ในกรณีเช่นนี้ หากมีการกำหนดหน้าที่นำสืบไม่ถูกต้อง ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดี โดยถือ หน้าที่นำสืบเป็นหลักนั้น ต้องถือตามหน้าที่นำสืบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
6. ถ้าฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบ ไม่สืบพยานซึ่งถ้ามีการสืบพยาน ศาลจะชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ ไม่สืบพยาน หรือ สืบไม่สมกับข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ ก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ โดยไม่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเลย เช่นนี้ แม้คู่ความอีกฝ่ายจะไม่ยื่นบัญชีระบุพยานหรือจะไม่สืบพยานเลย ก็ตาม (ฎ.395/2543)
แต่อย่างไรก็ตาม ในแง่การรับฟังข้อเท็จจริง ศาลจะต้องวินิจฉัยจากถ้อยคำพยานที่โจทก์จำเลยนำสืบประกอบกัน(ฎ.5132/2539)
7. ในกรณีที่ฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ แต่ขาดนัดพิจารณา ฝ่ายนั้นก็ตกเป็นฝ่ายแพ้คดี
คำท้า (มาตรา 138)
การท้ากันในศาล เป็นกระบวนพิจารณาที่ ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่ศาลฎีกา วินิจฉัย ยอมรับว่า คู่ความมีสิทธิท้ากันให้เกิดผลแพ้ชนะคดีกันได้
ป.วิ.พ.มาตรา 138 ในคดีที่คู่ความตกลงกัน หรือ ประนีประนอมยอมความกัน ในประเด็นแห่งคดี โดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และ ข้อตกลงหรือ ประนีประนอมยอมความกันนั้น ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดาร แสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือ การประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วให้ศาลพิพากษาไปตามนั้น
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ดังกล่าว ถ้าคำท้านั้น ไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลก็ยอมรับบังคับให้ตามที่คู่ความตกลงกัน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไป ตาม ป.วิ.แพ่ง ในขณะเดียวกันอาจถือได้ว่า เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง ตาม ม.84 โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน
ข้อสังเกต
1. คู่ความท้ากันแล้วอีกฝ่ายหนึ่งตายลง คำท้าก็ยังมีผลผูกพันอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แม้จะได้ดำเนินการตามคำท้าภายหลังการตายดังกล่าวแล้วก็ตาม
2. การตกลงท้ากัน ถือว่า เป็นการสละข้อหาหรือข้อต่อสู้อื่น ๆ ตามคำฟ้อง คำให้การ และ พยานหลักฐานที่ได้เสนอต่อศาลมาแล้วทั้งหมด ดังนั้น เมื่อได้ปฏิบัติตามคำท้าแล้ว จะอุทธรณ์ว่าขัดกับคำฟ้อง คำให้การ หรือ คำเบิกความของพยาน หรือ พยานหลักฐานในสำนวนไม่ได้
-ในส่วนของศาล ก็จะวินิจฉัย นอกคำท้าไม่ได้ แม้ว่า หากใช้หลัก กฎหมายมาปรับแก่คดี ผลของคดีจะเป็นตรงกันข้ามกับผลของคำท้า ก็ตาม
3. ในคดีพิพาทกัน เกี่ยวกับที่ดิน มีการท้ากันให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดแนวเขตที่ดิน หาก ไม่ได้ตกลงกันว่าให้มีการรังวัดด้วยวิธีใด เจ้าพนักงานที่ดิน ต้องรังวัดไปตามหลักฐานทางที่ดินและเป็นไปตามหลักวิชา จะใช้วิธีรังวัดด้วยการนำชี้ไม่ได้
4. คู่ความตกลงท้ากัน ให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ชี้ขาดพยานหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่ากับ เป็นการมอบให้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เท่านั้น เป็นผู้ชี้ขาดข้อเท็จจริง ซึ่งมีลักษณะเป็นคำท้า ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงแล้ว คู่ความฝ่ายที่ไม่พอใจ จะอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอีกไม่ได้
5. คู่ความท้ากัน ให้พยานปากใดปากหนึ่งเบิกความ หากเจือสมฝ่ายใด ก็ให้ฝ่ายนั้นชนะคดี ภายหลังคู่ความฝ่ายใดจะมาอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งเบิกความโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนคำท้า ไม่ได้
6. คู่ความตกลงกันให้ดื่มน้ำสาบาน หรือ กล่าวคำสาบาน หรือ อาจเอาคำสาบานของบุคคลภายนอก เป็นเงื่อนไขแห่งคำท้า ก็ได้ แม้บุคคลภายนอกไม่รู้เห็นยินยอมด้วยก็ตาม ก็เป็นการชอบด้วยกฎหมาย
7. คำท้าว่า หน้าที่นำสืบตกฝ่ายใด ฝ่ายนั้นแพ้คดี ใช้ได้
8. ในกรณีมีการฟ้องแย้งด้วย คู่ความท้ากันว่า ฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ ให้ฝ่ายนั้นแพ้คดี ดังนี้ ต้องแยกวินิจฉัยหน้าที่นำสืบตามคำฟ้อง และ ฟ้องแย้ง เสมือนเป็นคนละสำนวน
9. คำท้าที่ท้ากัน ให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีอื่นเป็นข้อแพ้ชนะ โดยไม่ได้ระบุว่า เป็นคำพิพากษาของศาลใด จึงต้องหมายถึง ผลคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว
10. ในกรณีที่มีโจทก์หรือจำเลยหลายคน และ โจทก์หรือจำเลย บางคนตกลงท้ากัน คำท้านั้น มีผลบังคับระหว่างคู่ความที่ตกลงกันเท่านั้น เพราะการท้า เป็นกระบวนพิจารณาที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ตาม มาตรา 59
11. การยกเลิกคำท้า คำท้านั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะขอยกเลิกคำท้า โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้ยินยอมด้วยไม่ได้ และ ศาลก็ไม่มีอำนาจยกเลิกคำท้าเช่นกัน หรือ ศาลจะไกล่เกลี่ย หรือ ให้สืบพยานต่อไป ก็ไม่ได้
12. กรณีคำท้าไม่อาจปฏิบัติได้ /หรือ/ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏศาลไม่อาจวินิจฉัยตามคำท้าได้ คำท้าก็ต้องเป็นอันยกเลิกไป ในกรณีเช่นนี้ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี โดยฟังพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยต่อไป
ถ้าคู่ความตกลงท้ากัน ในเงื่อนไข อย่างใดแล้ว จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ถูกต้องครบถ้วน ตามคำท้า ถ้าฝ่ายใด ไม่ยอมปฏิบัติตาม ศาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำท้าด้วย
แต่ถ้าคู่ความทราบผลว่า ไม่สามารถปฏิบัติตามคำท้าได้แล้ว แทนที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบ จะขอให้ศาลสืบพยานต่อไป แต่กลับแถลงต่อศาลว่า ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามรูปคดี ถือว่า คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบ ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลก็ต้องพิพากษาไปตามรูปคดี ถือว่า คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบ ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลก็ต้องพิพากษาไปโดยยึดหลักว่า ฝ่ายใดมีหน้าที่นำสืบ เมื่อไม่สืบพยานก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี
กรณีไม่อาจตรวจสอบรับวัดที่ดินได้ เพราะคู่ความขัดขวาง ถือว่า เป็นกรณีที่ยังสามารถปฏิบัติตามคำท้าได้ ศาลสั่งให้รังวัดที่ดินตามาคำท้าใหม่ ได้
13. ศาลจะพิพากษาคดีไปตามคำท้าได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีการปฏิบัติถูกต้อง ตรงตามคำท้าแล้ว หากยังปฏิบัติไม่ตรงคำท้า คู่ความต้องดำเนินการให้ตรงตามคำท้าก่อน
14. แม้ทนายความจะขอถอนตัว คู่ความก็ยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำท้า
15. กรณีไม่สามารถตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในเอกสารที่ท้ากันได้ ดังนี้ ถือว่า ผลของคำท้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน (ไม่อาจลงความเห็นยืนยันให้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดตามคำท้าได้) ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป



พยานหลักฐานที่รับฟังได้,รับฟังไม่ได้ (มาตรา 86,87)
1. พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ (มาตรา 86)
หลักเกณฑ์ (มาตรา 86) ถ้าศาลเห็นว่า พยานหลักฐานใด เป็นพยานหลักฐาน (1)รับฟังไม่ได้ หรือ รับฟังได้ (2) แต่ยื่นฝ่าฝืน ต่อ บทบัญญัติ แห่ง ป.วิ.พ. ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้
เมื่อศาลเห็นว่า พยานหลักฐานใด (1) ฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือ (2) ประวิงให้ชักช้า หรือ
(3) ไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้
เมื่อศาลเห็นว่า(1) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (2) เป็นการจำเป็น ที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่น อันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้ง การที่ศาลจะเรียกพยานที่สืบแล้ว มาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ
2. พยานหลักฐานที่รับฟังได้ (มาตรา 87)
หลักเกณฑ์ พยานหลักฐานที่ศาลรับฟัง (มาตรา 87)
(1) พยานหลักฐานที่เกี่ยวถึง ข้อเท็จจริง ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะต้องนำสืบ และ
(2) คู่ความฝ่ายที่อ้าง ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ตาม มาตรา 88 และ ส่งสำเนาเอกสาร ตาม ม.90
ข้อยกเว้น แต่ถ้าศาลเห็นว่า 1. เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม 2. จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ 3.ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญ ในคดีโดยฝ่าฝืนต่อ มาตรา 87(2) ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
ข้อสังเกต
1. ตาม ม.86 เป็นเรื่องวิธีการสืบพยานหลักฐานของศาลว่า มีขอบเขตเพียงใด โดยสรุปก็คือ ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานเท่าที่รับฟังได้ และ ไม่ฝ่าฝืน ป.วิ.พ. ถ้าฟุ่มเฟือยเกินควร ประวิงคดี หรือ ไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้
นอกจากนี้ ม.86 วรรคสาม ยังให้อำนาจศาลเรียกพยานมาสืบเพิ่มเติม ได้ แม้จะเป็นพยานหลักฐานของคู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อน ซึ่งศาลสั่งสืบพยานไปแล้วก็ตาม
2. ตาม ม.87(1) พยานหลักฐานที่จะรับฟังได้ ต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในคดีจะต้องนำสืบ หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี หรือ ประเด็นข้อพิพาท โดยข้อเท็จจริงดังกล่าว ต้องเป็นไปตาม ข้ออ้าง ข้อเถียง หรือ ข้อต่อสู้ ในคำฟ้อง คำให้การ หรือ คำคู่ความอื่น ๆ ด้วย มิฉะนั้น ถือว่า เป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือ นอกประเด็น ศาลไม่รับฟัง
ฎีกาที่วินิจฉัยว่า ไม่เป็นนอกฟ้อง นอกประเด็น
2.1 การนำสืบถึงรายละเอียดที่มาแห่งหนี้
2.2 กรณี จำเลยยกข้อต่อสู้ฟ้องโจทก์อย่างใดแล้ว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแถลงรับ หรือ ปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยอีก โจทก์จึงมีสิทธินำสืบหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยได้
2.3 ฝ่ายจำเลย มีสิทธินำสืบหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องตั้งประเด็นไว้
-ฎ.411/2520 ปกติจำเลยมีสิทธิ นำสืบพยานหลักฐาน ตาม ประเด็นหรือ ข้อต่อสู้ที่ตั้ง
ไว้ในคำให้การได้อยู่แล้ว ส่วนการนำสืบหักล้างของจำเลย ได้เฉพาะกรณีนำสืบทำลายน้ำหนักพยานโจทก์ หรือจับเท็จพยานโจทก์ เท่านั้น จะนำสืบเพื่อตั้งประเด็นขึ้นใหม่นอกเหนือไปจากคำให้การเดิม ไม่ได้
ดังนั้น ในกรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยมีสิทธิเฉพาะการนำสืบหักล้างพยานหลัก
ฐานของโจทก์ เท่านั้น จะนำสืบตั้งประเด็นในชั้นนี้ไม่ได้
- ในคดีแพ่ง ที่มีการนำสืบ พยานหลักฐานกันไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เช่น ในชั้นขอดำเนินคดี
อย่างคนอนาถา ชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา หรือ ชั้นขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลจะนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไว้ ในชั้นดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น ได้ หรือ ไม่ (เป็นพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว หรือ ไม่)
ตอบว่า (ก) ในชั้นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา หรือ ขอคุ้มครองชั่วคราว มีส่วนที่เกี่ยวกับ
ประเด็นข้อพิพาทว่า “คดีโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือ ไม่” จึงถือว่า เป็นพยานหลักฐาน ที่นำสืบเข้ามาในสำนวนคดีนั้นทั้งคดีแล้ว ไม่ต้องนำสืบซ้ำอีก จึงนำพยานหลักฐานในชั้นดังกล่าว มาวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามประเด็นข้อพิพาทได้
(ข) ส่วนในเรื่องคำขอพิจารณาคดีใหม่ มีประเด็นพิพาทเพียงประเด็นเดียว เท่านั้น คือ
“ผู้ร้องจงใจขาดนัดพิจารณา หรือ ไม่” ซึ่งไม่มีความเกี่ยวโยงกับ ในชั้นพิจารณาประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่โจทก์นำพยานหลักฐานเกี่ยวกับ อำนาจฟ้องของโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงเป็นการสืบเกินเลยไป ไม่อาจนำมาใช้ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ ถ้าจะเอามาใช้ต้องผ่านกระบวน การสืบพยานกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.4 ข้อกฎหมาย เกี่ยวกับความสงบฯ ที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ (1)ปรากฏจากพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็น และ (2) ต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ตาม มาตรา 87(1)
ป.วิ.พ.มาตรา 142 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ที่ชี้ขาดคดี ต้องตัดสินตามข้อหาใน
คำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่า หรือ นอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ (5)ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้ นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้น ขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษาคดีไปก็ได้
-การอ้างเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกัน เพียงแต่ระบุบัญชีพยานไว้และ เสียค่าอ้าง ก็ถือว่า เอกสารในสำนวนดังกล่าว เป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้แล้ว
-แต่ถ้าเพียงระบุพยาน อ้างสำนวนคดีเรื่องอื่นของศาลอื่น แต่ไม่ได้ขอให้ศาลนำ
สำนวนพยานคดีอื่นนั้น มาประกอบการพิจารณา จึงไม่ใช่พยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ จะนำคำพิพากษา หรือ เอกสาร ในสำนวนอื่นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ไม่ได้
2.5 ในการพิจารณาคดีแพ่ง คู่ความอาจตกลงกัน ไม่สืบพยาน โดยขอให้นำคำเบิกความ และ พยานหลักฐานในคดีอื่น มาเป็นพยานหลักฐานให้ศาลวินิจฉัยคดี ได้
2.6 ในกรณี ที่เป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้ไม่ได้ระบุบัญชีพยาน ตาม ม.88 หรือ มิได้ส่งสำเนา ตาม มาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความ ยุติธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ก็ให้ศาลมีอำนาจรับฟัง พยานหลักฐาน เช่นว่านั้นได้ ตาม ม.87(2) ตอนท้าย
ข้อพึงสังเกต พยานหลักฐาน ที่ฝ่าฝืน มาตรา 88 และ 90 ที่ศาลมีอำนาจรับฟังได้ นั้น ต้องเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ และ ต้องเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ด้วย (สามารถพิสูจน์หรือชี้ขาด เป็นข้อแพ้ชนะคดีได้) เช่น ปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราเท่าใด ไม่ใช่ข้อแพ้ชนะคดี จึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันสำคัญ
ถ้าศาลเห็นว่า การที่คู่ความไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 88 และ 90 เป็นการเอาเปรียบกันในเชิงคดี เนื่องจากเอกสารดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ ศาลไม่รับฟังเอกสารนั้นได้(ฎ.4882/2543)

การยื่นบัญชีระบุพยาน (มาตรา 87,88)
มาตรา 87 ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่
(2) ฝ่ายที่อ้าง ได้แสดงความ จำนงอ้างอิงพยานหลักฐาน ตาม ม.88 และ 90 เว้นแต่ ศาลเห็นว่า (1) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (2) จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ (3) เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อ อนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐาน เช่นว่า นั้น
มาตรา 88 คู่ความฝ่ายใด จะอ้างอิงเอกสาร หรือ คำเบิกความของพยาน หรือ จะให้ศาลตรวจฯหรือ อ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง ให้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน พร้อมทั้ง สำเนาบัญชีระบุพยาน เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไป
ถ้าจะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นคำแถลง ขอระบุพยานเพิ่มเติม พร้อมบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม และ สำเนาบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน
(1) เมื่อระยะเวลาตาม ว.1 หรือ 2 ได้สิ้นสุดลง ถ้าฝ่ายที่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้วมีเหตุอันสมควร แสดงได้ว่า
1. ตนไม่สามารถทราบได้ว่า ต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ เพื่อประโยชน์ตน หรือ
2. ไม่ทราบว่า พยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ หรือ
3. มีเหตุอันสมควรอื่นใด
(2) ถ้าคู่ความ ที่ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน แสดงให้เห็นที่พอใจแก่ศาลว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยาน ตามกำหนดเวลาได้ ฝ่ายนั้นอาจ
(2.1) ยื่นคำร้อง ขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นนั้นต่อศาล พร้อมบัญชีระบุพยาน
และ สำเนาบัญชีฯ ก่อนศาลพิพากษาคดี และ
(2.2) ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็น ไปโดยเที่ยงธรรม
จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น ก็ให้ศาลอนุญาตตามคำร้อง
หลักเกณฑ์
1. การยื่นบัญชีระบุพยาน ครั้งแรก ต้องยื่น ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยยื่นพร้อม สำเนาบัญชีระบุพยาน เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่น มารับไปจากเจ้าพนักงานศาล (ม.88 วรรคแรก)
2. การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ต้องยื่นต่อศาล ภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน โดยยื่นเป็นคำแถลง ขอระบุพยานเพิ่มเติม พร้อมกับ บัญชีระบุพยานเพิ่มเติม และ สำเนาบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม
3. การขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยาน ใช้ในกรณีที่ระยะเวลา ตาม ข้อ 1 และ 2 สิ้นสุดลงแล้ว แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
3.1 กรณีที่คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมอีก ต้องยื่นคำร้องขออนุญาต ต่อศาล ก่อนพิพากษาคดี และ แสดงเหตุอันสมควรได้ว่า
3.1.1 ตนไม่ทราบได้ว่า จะต้องนำพยานหลักฐานบางอย่าง มาสืบเพื่อประโยชน์ของตน เช่น ระบุเอกสารไว้แล้ว จึงทราบว่าเอกสารนั้นสูญหาย หรือ
3.1.2 ไม่ทราบว่า พยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่
-ฎ.3602/2542 ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่า เพิ่งได้พบกับพยาน
หาใช่ว่า เพิ่งทราบว่า พยานหลักฐานนั้นมีอยู่ และ ไม่มีเหตุสมควรอื่นใดอีก ศาลฎีกา จึงไม่อนุญาตให้ จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติม
3.1.3 มีเหตุอันสมควรอื่นใด
3.2 กรณีที่ คู่ความฝ่ายที่ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้เลย จะขอระบุพยานได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาล ก่อนพิพากษาคดี แสดงเหตุเป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่า มีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยาน ตามกำหนดได้
ทั้ง 2 กรณีดังกล่าว (3.1 และ 3.2 ) คู่ความฝ่ายนั้น อาจยื่นคำร้องขออนุญาต อ้างพยานหลักฐาน เช่นว่านั้นต่อศาล พร้อมกับบัญชีระบุพยาน และ สำเนาบัญชีระบุพยานได้ ไม่ว่า เวลา
ใด ๆ ก่อนพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็น เป็นไปโดยเที่ยงธรรม
จำเป็นต้องมีการสืบพยาน เช่นว่านั้น ก็ให้ศาลอนุญาตตามคำร้อง
สรุป หลักการพิจารณาอนุญาตของศาล มีองค์ประกอบ 3 ประการด้วยกัน คือ
(1) พยานหลักฐานอันสำคัญ และ
(2) พยานหลักฐานนั้น เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และ
(3) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นต้องสืบพยาน นั้น
สภาพบังคับ
ถ้าคู่ความฝ่ายใด นำพยานหลักฐานใดเข้าสืบโดยฝ่าฝืน ต่อ มาตรา 88 เช่น ไม่ยื่นบัญชีฯลฯ ศาล
ก็จะไม่ยอมให้นำพยานเข้าสืบ และ หากสืบไปแล้ว ก็ห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของคู่ความฝ่ายนั้น
ในทางปฏิบัติ พยานหลักฐานใด ที่คู่ความนำสืบโดยฝ่าฝืน ม.88 ศาลมักจะใช้ ม.87(2) เป็น
บทลงโทษ ห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานชิ้นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องอ้าง ม.86 วรรคแรก ตาม ม.86 วรรคแรก น่าจะใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่บทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานไว้โดยเฉพาะ เท่านั้น เช่น ไม่เสียค่าอ้างเอกสาร
มาตรา 86 เมื่อศาลเห็นว่า พยานหลักฐานใด เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือ รับฟังได้ แต่ยื่นฝ่าฝืนต่อ ป.นี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้
-ในกรณีที่ คู่ความ นำพยานเข้าสืบโดยไม่ได้ระบุอ้างไว้ในบัญชีพยาน ศาลชั้นต้นควรปฏิเสธไม่ยอมให้สืบ แต่กลับยอมให้สืบพยานเข้ามาในคดี ถือว่า ผิดระเบียบ ตาม ม.27 ต้องเพิกถอนใน 8 วัน
แต่ถ้าไม่คัดค้านการผิดระเบียบนี้ จะยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ฎีกา ไม่ได้
-แต่การไม่คัดค้านนั้น ไม่เป็นการตัดอำนาจศาล ที่จะไม่รับวินิจฉัย หรือ ไม่รับพยานหลักฐานที่ยื่นโดยฝ่าฝืน มาตรา 88
ข้อยกเว้น นอกจาก มาตรา 88 นี้ ไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ในกรณี ดังต่อไปนี้
1. พยานหลักฐานที่ศาล เรียกมาสืบเอง
2. คู่ความ ได้แนบเอกสารไปกับท้ายคำคู่ความแล้ว
3. การสืบพยานหลักฐาน ในการไต่สวน คำร้อง คำขอ ปลีกย่อย ที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เช่น คำร้องเฉลี่ยทรัพย์ ศาลนัดพิจารณา มิใช่นัดสืบพยาน คำร้องขอพิจารณาใหม่ คำร้องขอดำเนินคดีอนาถา คำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษา
นอกจากนี้ การไต่สวนคำร้องปลีกย่อย ก็ไม่มีวันสืบพยาน มีแต่วันไต่สวน ซึ่งไม่ใช่วันสืบพยาน ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่า ในการไต่สวนคำร้องปลีกย่อย จึงไม่อยู่ในบังคับ ของ มาตรา 88 ถึงแม้ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ ก็นำพยานหลักฐานเข้าสืบในชั้นไต่สวนคำร้องปลีกย่อยได้
4. สิ่งที่ มิใช่พยานหลักฐาน ไม่ต้องอ้าง ระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน เช่น คำแปล รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
5. ของกลางในคดีอาญา เพราะ เป็นหน้าที่ของศาลต้องวินิจฉัยให้อยู่แล้ว
6. การยื่นพยานเอกสาร ประกอบการถามค้าน ในทางปฏิบัติ มักเป็นกรณีที่คู่ความ ไม่มีเจตนาที่จะนำเอกสารนั้น มาใช้เป็นพยานหลักฐานของตนมาก่อน จึงไม่ได้ระบุอ้างไว้ในบัญชีระบุพยานและส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตาม ม.88,90 แต่เมื่อได้รับฟังคำเบิกความของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกิดความจำเป็น ต้องใช้เอกสารนั้น ถามค้านพยานดังกล่าวทันที เมื่อพยานถูกถามค้าน ก็เบิกความรับรองความมีอยู่ หรือ ความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร คู่ความฝ่ายนั้น มีสิทธิส่งเอกสารนั้นต่อศาลประกอบการถามค้านได้ เพราะเข้าข้อยกเว้น ตาม ม.82(2) ตอนท้าย โดยถือว่า เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ แม่จะไม่ได้อ้างไว้ในบัญชีพยานและส่งสำเนาให้ฝ่ายหนึ่ง ก็ตาม
อย่างไรก็ดี ถ้าคู่ความทราบอยู่แล้วว่า ต้องใช้เอกสานั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน แต่จงใจ ไม่ระบุอ้างไว้ในบัญชีระบุพยาน ตาม ม.88 และ ไม่ส่งสำเนา ตาม ม.90 ครั้นเมื่อฝ่ายตนนำสืบเสร็จ ได้ใช้เอกสารนั้น ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายตรงข้าม แม้พยานเบิกความรับรองความมีอยู่ และ ถูกต้องแท้จริงของเอกสาร และ เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดี ก็ตาม แต่เห็นได้ว่า เป็นการจงใจเอาเปรียบคู่ความฝ่ายตรงข้ามในการดำเนินคดี โดยวิธีจู่โจมทางพยานหลักฐานโดยไม่รู้สึกตัว ย่อมทำให้คู่ความฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบในเชิงคดี ไม่มีโอกาสต่อสู่คดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ฉะนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลไม่สมควรรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานตามข้อยกเว้น ม.87(2) (ฎ.4882/2543 หนังสือรับสภาพหนี้)
-ฎ.4882/2543 โจทก์มิได้ยื่นบัญชี ระบุพยาน และ มิได้ส่งสำเนา ของหนังสือรับสภาพหนี้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 88 และ 90 ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังได้ ตาม มาตรา 87 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้อ้างส่งในขณะสืบพยานโจทก์ กลับนำมาอ้างส่งในขณะถามค้านพยานจำเลยทั้งสองปากสุดท้าย หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่เอกสารดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ เป็นการเอาเปรียบกันในเชิงคดี ไม่ให้จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ฉะนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่สมควรรับฟัง หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เป็นพยาน
หลักเกณฑ์ทั่วไป (ตามแนวฎีกา)
1. ต้องระบุเอกสาร ให้ชัดเจนว่า อ้างต้นฉบับ หรือ อ้างสำเนา หากอ้างชื่อเอกสารเฉย ๆ ถือว่า เป็นการอ้างต้นฉบับ ดังนั้น กรณี บัญชีพยาน ระบุสำเนาเอกสาร ไม่ได้ระบุอ้างต้นฉบับเอกสาร ย่อมไม่มีสิทธิส่งต้นฉบับเอกสาร (ภายหลัง จะส่งต้นฉบับเอกสาร ไม่ได้)
2. เมื่อต้นฉบับพินัยกรรมมีอยู่ สำเนาพินัยกรรม ที่เรียกมาจากเจ้าพนักงานที่ดิน ย่อมรับฟังไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 และ จะรับฟัง พยานบุคคลว่า มีการทำพินัยกรรมก็ไม่ได้ เพราะ เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับไว้ ให้ต้องมีเอกสารมาแสดง และ ไม่ใช่กรณีหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้ ตาม ม.94
3. ตัวโจทก์ หรือ จำเลย เอง หากจะเข้าเบิกความเป็นพยานด้วย จะต้องระบุบัญชีพยานไว้ด้วย
4. ไม่ได้ให้สิทธิจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ อ้างตนเองเป็นพยาน
5. ชั้นไต่สวนคำร้อง คำขอ ไม่อยู่ในบังคับต้องยื่นบัญชีระบุพยาน
-มาตรา 88 ระบุว่า การยื่นบัญชีพยาน เพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนนั้น หมายถึง ข้ออ้าง หรือ ข้อถียง ในประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นการไต่สวนคำร้อง คำขอต่าง ๆ ก็ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ตาม ม.88
6. ถ้าได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไว้ในชั้นไต่สวนคำร้องคำขอ ไว้แล้ว เมื่อโจทก์มิได้ระบุว่า เป็นการระบุพยานเฉพาะในชั้นไต่สวนเท่านั้น ถือว่า โจทก์ประสงค์ให้เป็นบัญชีระบุพยานของโจทก์ตลอดทั้งคดี (ถือว่าบัญชีระบุพยานดังกล่าว เป็นบัญชีระบุพยาน ในชั้นพิจารณาด้วย)
7. ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยาน โดยไม่เจาะจงว่า เป็นบัญชีพยานส่วนอาญาหรือส่วนแพ่ง ถือว่า เป็นพยานตลอดทั้งในส่วนอาญาและในส่วนแพ่งด้วย
8.**เอกสารที่ใช้ในการถามค้าน ต้องยื่นบัญชีระบุพยานไว้ด้วย(ฎ.4882/2543) ยกเว้น เข้า มาตรา 87(2)
9. เอกสารที่แนบมากับคำคู่ความ ไม่อยู่ในบังคับต้องระบุพยาน เพราะ ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของคำคู่ความ
10. พยานหลักฐานที่คู่ความรับว่ามีจริง เช่น รับว่าเคยมีการฟ้องร้องกันมาในคดีก่อนแล้ว ศาลมีอำนาจรับฟังสำนวนคดีก่อน โดยคู่ความไม่จำต้องระบุบัญชีพยาน ตาม มาตรา 88
11. กรณีมีหลายสำนวนรวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน ถือว่า เป็นการยื่นบัญชีระบุพยานรวมกันทุกสำนวน
12. การที่ศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ถือว่า เป็นการเพิกถอนเฉพาะคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฯ ไม่ได้เพิกถอนการยื่นบัญชีระบุพยานด้วย บัญชีระบุพยานที่ยื่นไว้แต่เดิม จึงใช้ได้ (ต่างจากการฟ้องคดีใหม่ กรณีแยกฟ้องคดีที่จำเลยปฏิเสธ)
13. การอนุญาต หรือ ให้ความยินยอม ตาม มาตรา 56 เป็นการแก้ไขความบกพร่องในเรื่องความสามารถ ไม่ใช่พยานหลักฐานในคดี ไม่จำต้องยื่นบัญชีระบุพยาน
14. การขอตั้งผู้เชี่ยวชาญ ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ตาม มาตรา 88 ด้วย เว้นแต่ ในกรณีที่ศาลตั้งเอง ตามอำนาจ ในมาตรา 99
15. พยานหลักฐานที่อ้าง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยให้เป็นคุณ หรือ เป็นโทษ แก่ผู้อ้าง หรือ อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ได้
16. รายการในบัญชีระบุพยาน
16.1 ถ้าเป็นพยานเอกสาร ต้องแสดงเอกสาร หรือ สภาพของเอกสารที่อ้าง
16.2 ถ้าเป็นพยานบุคคล หรือ พยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ขอให้ศาลตั้ง ต้องมีรายชื่อและที่อยู่ของพยาน
16.3 ถ้าเป็นวัตถุ หรือ สถานที่ ที่อ้างเป็นพยาน หรือ ขอให้ศาลไปตรวจ ต้องระบุว่า เป็นวัตถุ หรือ สถานที่อะไร พร้อมที่ตั้งด้วย
หากไม่ระบุดังกล่าว เป็นบัญชีระบุพยาน ที่ไม่ชอบด้วย มาตรา 88 ศาลไม่รับบัญชีระบุพยานดังกล่าวได้
16.4 อ้างตำแหน่ง ไม่ระบุชื่อ ก็เป็นบัญชีระบุพยานที่ชอบแล้ว
16.5 ระบุพยาน โดยใช้คำรวมว่า “สรรพเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโจทก์” ชอบแล้ว (ดูเทียบกับคดีอาญา ซึ่งต่างจากนี้)
17. การที่คู่ความขอเลื่อนคดี โดยไม่ยื่นบัญชีระบุพยานในกำหนด ศาลจะถือเป็นเหตุ จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีไม่ได้
ต่อมามี ฎ.3717/2538 ว่า เมื่อคู่ความไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน จนพ้นกำหนด ศาลมีอำนาจงดสืบพยานได้ เท่ากับศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั่นเอง การจะอนุญาตให้เลื่อนคดีนั้น นอกจากจะพิจารณาถึงเหตุสมควรแล้ว ความมุ่งหมาย ก็เพื่อให้จำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าสืบ แต่เมื่อปรากฏว่า จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ และ พ้นกำหนดเวลาแล้ว เช่นนี้ แม้ศาลจะอนุญาตให้เลื่อนคดี ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลย ที่จะนำพยานเข้าสืบได้
18. แม้คู่ความจะยื่นบัญชีระบุพยาน ภายในเวลากำหนด แต่เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ศาลก็ชอบที่จะไม่รับบัญชีระบุพยานได้
19. กำหนดเวลาให้ยื่นครั้งแรก ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ทั้งนี้ ไม่ว่า ตนจะมีหน้าที่นำสืบก่อนหรือไม่ (วันสืบพยาน ตาม ม.1(1) หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานจริง ๆ )
20. ถ้าศาลสั่งให้นัดพิจารณา ดังนี้ วันนัดพิจารณา อาจไม่ใช่วันสืบพยานก็ได้ จึงไม่จำต้องยื่นระบุพยานก่อน 7 วัน ( 7 วัน หมายถึง 7 วันเต็ม เช่น สืบพยาน 24 ธ.ค. ต้องยื่นอย่างช้า วันที่ 16 ธ.ค.)
21. ในคดีอาญา ไม่มีการชี้สองสถาน ดังนั้น โจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เช่นกัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 88
-ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎร เป็นโจทก์ ถือว่า เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ ไม่ต้องยื่นบัญชีระบุพยาน ก่อนวันสืบพยาน 7 วัน แต่โจทก์ยังมีหน้าที่ยื่นบัญชีระบุพยานอยู่
-ในคดีอาญาที่ผู้เสียหาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โจทก์ร่วมมีสิทธิระบุพยานเพิ่มเติม ได้
-การฟ้องคดีใหม่ ตามคำสั่งศาลที่ให้แยกฟ้อง จำเลยที่ให้การปฏิเสธ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคสอง ต้องระบุบัญชีพยานใหม่ด้วย (ต่างจากกรณีศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่)
22. กรณีจำเลยมีหน้าที่นำสืบ แต่ไม่สืบพยาน ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป
23. การที่คู่ความฝ่ายตรงข้าม ไม่คัดค้านการนำพยานเข้าสืบ โดยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ ไม่เป็นการตัดอำนาจศาลที่จะไม่รับวินิจฉัย หรือ ไม่รับฟังพยานหลักฐานที่ยื่นโดยฝ่าฝืน มาตรา 88
การถามค้าน (มาตรา 89,117)
หลักเกณฑ์
การถามค้าน ตาม มาตรา 117 บัญญัติไว้ว่า การถามค้าน จะกระทำได้ต่อเมื่อ คู่ความฝ่ายที่อ้างพยาน ซักถามเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ถามค้านพยานได้ การถามค้านตาม ม.117 เป็นการถามค้าน(1) เพื่อทำลายน้ำหนักพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ (2) เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงบางประการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของฝ่ายตน จึงไม่จำกัดว่า ต้องเป็นการถามค้านของคู่ความฝ่ายที่จะนำพยานมาสืบในภายหลัง ดั่งการถามค้าน ตาม มาตรา 89
ส่วนการถามค้าน ตาม มาตรา 89 ใช้ในกรณีที่ คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำพยานมาสืบภายหลัง ประสงค์จะสืบพยาน
(ก) เพื่อหักล้าง หรือ เปลี่ยนแปลง แก้ไข คำพยานของฝ่ายที่นำสืบก่อน ในข้อความที่พยาน
รู้เห็น หรือ
(ข) เพื่อพิสูจน์ข้อความ อันเกี่ยวด้วยการกระทำ หรือ ถ้อยคำ หรือ หนังสือ ที่พยานได้กระทำขึ้น
การถามค้าน ตาม มาตรา 89 คู่ความฝ่ายที่นำพยานมาสืบภายหลัง ต้องถามค้านพยานไว้ ในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให้โอกาส พยานอธิบายถึง ข้อความเหล่านั้น ถ้าไม่ถามค้านไว้ ก็จะนำพยานมาเบิกความถึงข้อความดังกล่าวไม่ได้
เช่น โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน ขณะโจทก์เบิกความ จำเลยไม่ได้ถามค้านถึงเอกสารที่โจทก์ทำขึ้น จำเลยจะสืบพยานในภายหลังว่า โจทก์เป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวไม่ได้ เมื่อโจทก์คัดค้าน ศาลก็จะไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวได้ (ฎ.1592/2522)
ข้อสังเกต
1. หากพยานแต่ละฝ่าย ต่างอ้างว่า อยู่ต่างสถานที่กัน รู้เห็นเหตุการณ์คนละอย่าง ผู้นำสืบภายหลัง ไม่จำต้องถามค้านพยาน ของฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อน
2. หากมิใช่นำสืบเพื่อหักล้าง หรือ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ถ้อยคำพยานของฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อน แม้จะไม่ได้ถามค้านพยานดังกล่าวไว้ ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังพยาน เช่นว่านั้น
-ฎ.4738/2533 เอกสารไม่ได้อยู่ในความรู้เห็นของพยานจำเลย หรือ เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้น โจทก์จึงไม่ต้องถามค้านเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวในขณะที่สืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน
3. การถามค้านเพียงอย่างเดียว ไม่ก่อให้เกิดสิทธิสืบพยาน ในข้อที่ซักค้านได้ แต่จะต้องพิเคราะห์ว่า อยู่ในขอบเขตของประเด็น หรือ เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ซึ่งเกิดจากคำฟ้องและคำให้การข้อที่ซักค้านได้ แต่จะต้องพิเคราะห์ว่า ด้วยหรือไม่ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธอย่างเดียว โดยไม่อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ ตาม ม.177 วรรคสองด้วย จำเลยจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ แม้จะได้ถามค้านไว้ก็สืบพยานไม่ได้ (ฎ.21/2523)
-แต่ถ้าจำเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การแล้ว จำเลยก็นำสืบตามประเด็นที่ให้การได้ โดยไม่ต้องซักค้านพยานโจทก์ ตาม มาตรา 89 ไว้อีก ทั้งนี้ เพราะวัตถุประสงค์ของการถามค้านพยาน ตาม มาตรา 89 ก็เพื่อ ไม่ให้คู่ความฝ่ายที่นำสืบพยานภายหลัง จู่โจมในทางพยานหลักฐาน โดยที่ฝ่ายแรกไม่รู้ตัว เป็นการเอาเปรียบในเชิงคดี แต่การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ในประเด็นใดไว้ในคำให้การแล้ว โจทก์ย่อมรู้ล่วงหน้าแล้วว่า จำเลยจะสืบพยานในเรื่องใด ไม่เป็นการเอาเปรียบกัน
ดังนั้น กรณีทีจำเลยยกข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องถามค้าน ตาม มาตรา 89 อีก มาตรา 89 ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยอ้างส่งพยานหลักฐาน เพื่อนำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ใน
คำให้การของจำเลย
4. ในกรณีที่ผู้นำสืบภายหลัง ไม่อาจซักค้านพยานที่รู้เห็นของฝ่ายที่นำสืบก่อนได้ ฝ่ายที่นำสืบภายหลัง ก็ไม่จำต้องถามค้าน เช่น
-ฎ.612-615/2519 ถึงแก่ความตายเสียก่อน หรือ
-ฎ.1873/2528 กรณีที่ฝ่ายนำสืบภายหลังไม่มาศาล ก็ถือว่า เป็นกรณีไม่อาจถามค้านพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนได้
5. การคัดค้านนี้ จะต้องคัดค้าน ในขณะที่พยานของฝ่ายนำสืบภายหลังกำลังเบิกความ จะมาคัดค้านภายหลัง หรือ ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้คู่ความอีกฝ่ายจะไม่ได้คัดค้าน ตาม มาตรา 89 นี้ เมื่อถึงชั้นพิจารณา ศาลอาจเห็นว่าเป็นพยานไม่น่าเชื่อถือได้ (ฎ.123/2539) หรือ ศาลอาจรับฟังก็ได้(ฏ.261/2511,1013/2519)
-ฎ.123/2539 จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบพยานภายหลัง มิได้ถามค้านพยานโจทก์ในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให้อธิบายถึงข้ออ้างของจำเลย คำเบิกความของพยานจำเลย จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
6. ถ้าคู่ความฝ่ายที่นำสืบภายหลัง แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้น ตนไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความดังกล่าว จึงไม่ได้ถามค้านไว้ ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นต้องสืบพยานเช่นว่านี้ ศาลจะยอมรับฟังคำพยานก็ได้
แต่คู่ความที่นำพยานมาสืบก่อน จะเรียกพยานที่เกี่ยวข้องมาสืบอีก ก็ได้ หรือ เมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได้(ฎ.434/2512)
7. ในคดีอาญา จำเลยมีอำนาจนำพยานเข้าสืบ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้อีก โดยไม่ต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อน (แต่ก็อาจเป็นเหตุให้ศาลเห็นว่า เป็นพยานมีน้ำหนักน้อยได้)
แต่ถ้า เป็นชั้นร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา ไม่ใช่คดีอาญาโดยแท้ ศาลฎีกาว่า ให้นำ มาตรา 89 มาใช้ได้โดยอนุโลม (ฎ.2284/2522)











การส่งสำเนาเอกสาร (มาตรา 90)
มาตรา 90 ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยาน ตาม ม.88 วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้ คู่ความฝ่ายอื่น ซึ่งสำเนาเอกสาร ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน
กรณียื่นเพิ่มเติม หรือ ขออนุญาตยื่น ตาม ม.88 ว.2 หรือ ว.3 ให้ยื่นสำเนาต่อศาลและฝ่ายอื่น พร้อมคำแถลง หรือ คำร้องดังกล่าว(15 วันนับแต่วันสืบพยาน) เว้นแต่ ศาลจะอนุญาตภายหลัง เมื่อมีเหตุอันสมควร
คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐาน ไม่ต้องยื่นสำเนา และ ไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้แก่คู่ความฝ่ายอื่น ในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) อ้างเอกสารเป็นชุด ซึ่งฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้ว หรือ สามารถตรวจให้ทราบโดยง่าย ถึงความมีอยู่และแท้จริงของเอกสาร เช่น เอกสารในสำนวนเรื่องอื่น
(2) เอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่น หรือ บุคคลภายนอก
(3) การคัดสำเนา ทำให้ล่าช้า เป็นที่เสื่อมเสียแก่ฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารนั้น หรือ ไม่อาจคัดสำเนาให้เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ให้ยื่นเอกสารนั้น
กรณี ตาม (1) หรือ (3) ให้ฝ่ายอ้าง ยื่นคำขอร้อง ขออนุญาตงดการยื่นสำเนา และ ขอยื่นต้นฉบับ แทน เพื่อให้ศาล หรือ ฝ่ายอื่น ตรวจดู
กรณี ตาม (2) ให้ฝ่ายอ้าง ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจาก ผู้ครอบครอง ตาม ม.123 โดยยื่นคำร้องภายใน ไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือ ใน 15 วัน ตาม วรรคหนึ่ง หรือ สอง แล้วแต่ กรณี และ ให้ฝ่ายอ้างมีหน้าที่ติดตาม เพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าว ภายในเวลาที่ศาลกำหนด
หมายเหตุ หลักเกณฑ์การอ้างเอกสาร แตกต่างจากอ้าง พยานบุคคล หรือ พยานวัตถุ กล่าวคือ
ม.90 กำหนดให้คู่ความจะต้องส่งสำเนาแก่ศาลและคู่ความฝ่ายอื่น ให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะมีสิทธินำต้นฉบับมาสืบในภายหลัง ตาม ม.93
หลักเกณฑ์
1. กรณี มีพยานเอกสารที่ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานที่ยื่นครั้งแรก ตาม มาตรา 88 วรรคแรก
ผู้อ้างอิงต้องยื่นสำเนาเอกสารนั้นต่อศาล และ ส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน (ตามกำหนดเดียวกันกับกำหนดเวลายื่นบัญชีระบุพยานครั้งแรก)
2. กรณี คู่ความยื่นคำแถลงขอ ระบุพยานเอกสารเพิ่มเติม ตาม มาตรา 88 วรรคสอง /หรือ/ กรณี ยื่นคำร้อง ขออนุญาตระบุพยานเอกสาร ตาม มาตรา 88 วรรคสาม ผู้อ้างอิงต้องยื่นสำเนาเอกสารนั้น ต่อศาลและส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง(ภายใน 15 วัน นับแต่วันสืบพยาน) พร้อม ยื่นคำแถลง หรือ คำร้องนั้น เว้นแต่ ศาลจะอนุญาตให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้นภายหลัง เมื่อมีเหตุอันสมควร
หมายเหตุ การส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้า ตาม ม.90 กับ การยื่นบัญชีพยาน ตาม ม.88 มีข้อแตกต่างกัน คือ
(ก) การยื่นบัญชีพยาน ตาม ม.88 กม.บังคับเพียงให้คู่ความยื่น พร้อมสำเนาคำร้องหรือคำแถลงโดยฝ่ายที่อ้าง ไม่มีหน้าที่ต้องนำสำเนาบัญชีพยานไปส่งให้แก่คู่ความฝ่ายอื่น แต่เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายอื่น มาขอรับไปจากศาลเอง
(ข) แต่การส่งสำเนาเอกสาร ตาม ม.90 กม.บังคับ ให้ฝ่ายที่อ้างเอกสารนั้น มีหน้าที่ส่งเอกสาร
ต่อศาล 1 ชุด และ มีหน้าที่ส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นด้วย
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการสืบพยานเอกสาร
1. ถ้าเป็นการสืบถึงข้อความ หรือ การสื่อความหมายที่ปรากฏ ก็เป็นการสืบพยานเอกสาร
2. ถ้าเป็นการสืบ เพื่อแสดงถึงความมีอยู่ของเอกสาร โดยไม่เกี่ยวกับข้อความในเอกสาร หรือ นำสืบถึงชนิด จำนวน หรือ ลักษณะเอกสารว่า มีลักษณะอย่างไร เป็นการนำสืบในฐานะ พยานวัตถุ สภาพบังคับ
มาตรา 85 คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริง ย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้ภายใต้บังคับ แห่ง ป.นี้ หรือ กม.อื่น อันว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ และ การยื่นพยานหลักฐาน
มาตรา 86 เมื่อศาลเห็นว่า พยานหลักฐานใด เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ หรือ รับฟังได้แต่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.นี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐาน นั้น
1. กรณี ไม่ส่งสำเนาเอกสาร ฝ่าฝืน ม.90 ห้ามมิให้ศาล รับฟังพยานเอกสารนั้น ตาม ม.86 วรรคหนึ่ง เป็น พยาน เว้นแต่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ม.87(2)
แต่ศาลฎีกา วางเงื่อนไขว่า ไม่ได้ใช้ ม.87(2) อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ฝ่ายที่จะสืบเอกสาร ไม่ได้ส่งสำเนาให้ถูกต้อง ตาม ม.90 หากในเวลานำสืบต้นฉบับเอกสาร ตาม ม.93 คู่ความฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ได้รับสำเนาจะต้องโต้แย้ง คัดค้านว่า จะเอาเอกสารนั้น เข้าสืบไม่ได้ เพราะ ไม่ได้ส่งเอกสารล่วงหน้า ต้องห้าม ตาม ม.87(2) ศาลก็จะปฏิเสธไม่ยอมรับเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานได้
-แต่ถ้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการสืบพยานเอกสารนั้น และ ศาลรับเอาเอกสารนั้นไว้ในสำนวนคดีแล้ว ถือว่า ผิดระเบียบ ตาม ม.27 ต้องขอเพิกถอนใน 8 วัน นับแต่วันที่ทราบ
หากไม่โต้แย้งคัดค้านภายใน 8 วัน ก็หมดสิทธิคัดค้านในภายหลัง ผลจึงกลายเป็นว่า ศาลรับฟังเอกสารนั้น เป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ห้ามตาม ม.87(2)
ข้อยกเว้นไม่ต้องสำเนาเอกสาร มี 4 กรณี คือ มาตรา 90(1)-(3) และ มาตรา 87(2)
(1) กรณีอ้างเอกสารเป็นชุด ซึ่งคู่ความอื่นทราบดีอยู่แล้ว หรือ สามารถตรวจตรา ได้โดยง่าย ถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่น จดหมายโต้ตอบของคู่ความ สมุดบัญชีการค้า สมุดบัญชีธนาคาร หรือ เอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น (รวมทั้งสำนวนการสอบสวนของ จพท.ด้วย)
(2) กรณีอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่น หรือ ของบุคคลภายนอก
(3) กรณี การคัดสำเนาเอกสาร จะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้า /หรือ/ มีเหตุผล แสดงว่า ไม่อาจคัดสำเนาเอกสารให้เสร็จในกำหนดเวลาที่ให้ยื่นเอกสารนั้น
กรณี ตาม (1),(3) ให้ผู้ที่อ้างอิงเอกสาร ยื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตงดการยื่นสำเนาเอกสารนั้น และ ขอยื่นต้นฉบับเอกสารแทน เพื่อให้ศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นตรวจดู
ส่วน กรณี ตาม (2) ผู้ที่อ้างอิง ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลภายนอก ตาม มาตรา 123 โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาล ภายในกำหนดเวลาเดียวกับกำหนดเวลายื่นบัญชีระบุพยาน(7 วัน)
(4) กรณี ตาม มาตรา 87(2) เพื่อยุติธรรม
ข้อยกเว้น กรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎเกณฑ์ มาตรา 90
1. ในคดีอาญา
2. การไต่สวนคำร้องปลีกย่อย
3. คำแปล เอกสารต่างประเทศ
4. พยานวัตถุ
5. กรณีที่คู่ความได้แนบเอกสารไปท้ายคำคู่ความนั้นแล้ว
ข้อสังเกต
1. สำเนาเอกสาร ตาม มาตรา 90 ไม่ได้บังคับว่า จะต้องเป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับ ดังนี้ การพิมพ์ ข้อความเช่นเดียวกับต้นฉบับ ก็ถือว่า เป็นสำเนาเอกสารได้
2. เฉพาะเอกสาร เท่านั้น ที่ต้องส่งสำเนา ภาพถ่าย เป็นเพียงภาพจำลองวัตถุ ไม่ใช่พยานเอกสาร จึงไม่ต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง
เอกสาร ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ (1) วัตถุที่รองรับข้อความ จะเป็นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ก็ได้ กับ (2) ตัวข้อความที่ให้ปรากฏความหมาย
ดังนั้น หากเป็นการนำสืบถึง ลักษณะ และ จำนวนของเอกสาร ไม่เกี่ยวกับข้อความ เป็นพยานวัตถุ
3. รายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เป็นส่วนประกอบของพยานผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่พยานเอกสาร ไม่จำต้องส่งสำเนาล่วงหน้า ตาม ม.90
4. การพิสูจน์ต่อพยาน ตาม มาตรา 120 ไม่จำต้องระบุพยาน ตาม มาตรา 88 และ ไม่ต้องส่งสำเนา ตาม มาตรา 90
มาตรา 120 ถ้าคู่ความฝ่ายใด อ้างว่า คำเบิกความของพยานคนใด ที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อ้าง หรือ ที่ศาลเรียกมา ไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้ คู่ความฝ่ายนั้น นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร
5. ในกรณีที่ จำเลยรับรองเอกสาร ศาลก็รับฟังเอกสารนั้นได้ แม้ไม่ได้ส่งสำเนาล่วงหน้า
6. สำเนาเอกสารที่ติดมากับฟ้อง คำให้การ หรือ คำร้องที่ยื่นต่อศาล และ อีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว ถือว่า เป็นการส่งสำเนาเอกสาร ตาม ม.90 แล้ว
เจตนารมณ์ ของการส่งสำเนาเอกสาร ตาม ม.90 มุ่งประสงค์ให้ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารยัน ได้มีโอกาสตรวจสอบเอกสารก่อน เพื่อจะได้ซักค้านพยานได้ถูกต้อง ไม่เสียเปรียบกัน เมื่อโจทก์ได้แนบเอกสารมาท้ายฟ้อง ย่อมสมประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว
7. กรณีเป็นเอกสารต่างประเทศ ซึ่งศาลสั่งให้ผู้อ้างทำคำแปลเป็นภาษาไทย ตาม ม.46 คำแปลดังกล่าวนี้ ไม่ต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า
8. กรณี ตาม มาตรา 90(2) เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับคู่ความที่อ้างเอกสาร ก็ถือว่า เป็นเอกสารของบุคคลภายนอก ไม่ต้องส่งสำเนา
-ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง มีต้นฉบับเอกสาร อยู่ในครอบครอง แต่ไม่ยอมส่งเอกสารตามคำสั่งเรียก ให้ถือว่า ข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้าง ที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ยอมรับแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐานเลย กลายเป็นคำรับของคู่ความในศาล ตาม ม.84(1)
-แต่ถ้าฝ่ายตรงข้าม ปฏิเสธว่า เอกสารไม่ได้อยู่ในความครอบครองของตน ศาลอาจทำการไต่สวนว่า เป็นจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจะถือว่า ยอมรับข้อเท็จจริงนั้น ไม่ได้ แต่เอกสารนี้อาจไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายอ้างยังมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติ ตาม ม.90(2) ประกอบ วรรคท้าย
-แต่ถ้าไม่ทราบว่าเอกสารอยู่ในความครอบครองของผู้ใด ถือว่า ต้นฉบับเอกสาร หาไม่ได้ ตาม ม.93(2) แต่ในทางปฏิบัติ ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธว่า ไม่ได้อยู่ที่ตน ศาลมักจะรับฟังสำเนาเอกสารได้ ตามข้อยกเว้น ใน มาตรา 93(2) แล้ว
9. กรณีอ้างโฉนดที่ดิน ทั้งฉบับของเจ้าของที่ดิน และ ฉบับสำนักงานที่ดิน ถือว่า เป็นกรณีที่เอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ไม่ต้องส่งสำเนา ตาม มาตรา 90
10. ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน วันสืบพยาน หมายถึง วันสืบพยานครั้งแรก
11. ผลของการที่ผู้อ้างเอกสาร ไม่ส่งสำเนาเอกสาร ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ถือว่า เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ม.27 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องคัดค้านเสีย ภายใน 8 วัน นับแต่วันส่งเอกสารต่อศาล
12. กรณีไม่ได้ส่งสำเนา ศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจ เห็นว่า เป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเป็นต้องสืบพยานนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ม.87(2) ได้
13. การส่งสำเนาเอกสาร ตาม ม.90 นี้ ใช้บังคับเฉพาะในชั้นสืบพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีที่พิพาท ไม่ใช้กับในชั้นไต่สวนคำร้อง ที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
14. การนับ นับแต่วันที่ต้องส่งเอกสารไปถึงคู่ความฝ่ายอื่น ไม่ใช่นับแต่วันที่ส่งสำเนาเอกสาร
15. ในคดีมโนสาเร่ ไม่อาจส่งสำเนาล่วงหน้าได้ ศาลรับฟังพยานเอกสารนั้นได้

การรับฟังพยานเอกสาร (มาตรา 93,122,125)
หลักเกณฑ์ การอ้างเอกสารเป็นพยาน ให้ยอมรับได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่ ม.93(1)-(3)
(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตกลงกันว่า สำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง ให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้
(2) ถ้าต้นฉบับหาไม่ได้ เพราะสูญหาย /หรือ/ ถูกทำลาย โดยเหตุสุดวิสัย /หรือ/ ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ โดยประการอื่น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือ พยานบุคคลมาสืบก็ได้(ต้องแถลงว่า เหตุใด จึงไม่สามารถนำมาได้)
(3) ต้นฉบับเอกสาร อยู่ในความอารักขา หรือ ควบคุมของทางราชการ ก็สามารถนำสำเนาเอกสารที่รับรองถูกต้อง โดยพนักงานเจ้าหน้าที่มาแสดงได้
มาตรา 122 เมื่อฝ่ายใดอ้างเอกสารเป็นพยาน และ คู่ความฝ่ายหนึ่ง คัดค้านเอกสารนั้น ตาม ม.125 ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของฝ่ายที่อ้าง ให้ฝ่ายนั้น นำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยาน
ไม่ว่าเวลาใด ก่อนมีคำพิพากษา ถ้าศาลกำหนดให้ฝ่ายอ้าง ส่งต้นฉบับ ให้ฝ่ายนั้นส่งต้นฉบับ เพื่อศาล หรือ คู่ความฝ่ายอื่นได้ตรวจดู แต่
(1) ถ้าไม่สามารถนำมายื่นต้นฉบับเอกสาร ให้ยื่นคำร้องในวัน หรือ ก่อนวันที่กำหนด แถลงให้ทราบถึง ความไม่สามารถปฏิบัติได้ พร้อมเหตุผล ศาลอาจอนุญาตให้นำต้นฉบับมาในวันต่อไป หรือ สั่งเป็นอื่น ตามที่เห็นสมควร เพื่อยุติธรรม
มาตรา 125 ฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารมายันตน อาจคัดค้านการนำเอกสารมาสืบโดยเหตุที่ว่า
(1) ไม่มีต้นฉบับ
(2) ต้นฉบับปลอมทั้งฉบับ หรือ บางส่วน
(3) สำเนานั้น ไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ
โดยคัดค้านต่อศาล ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ (หมายถึง การสืบเอกสารชิ้นนั้น)
ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบ ได้ก่อนการสืบพยานนั้นเสร็จ อาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้าน การอ้างเอกสารนั้นมาสืบ ไม่ว่าเวลาใด ก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่า ไม่อาจยกข้อคัดต้านได้ก่อนนั้น และ คำขอมีเหตุผลรับฟังได้ ก็ให้อนุญาตตามคำขอ
ถ้าไม่คัดค้านการอ้างเอกสารนั้นก่อนการสืบพยานนั้นเสร็จ หรือ ศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังวันนั้น ห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสาร หรือ ความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาด ในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือ ความถูกต้อง เช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และ
ไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้น ที่จะอ้างว่า
(1) สัญญา หรือ หนี้ ที่ระบุไว้ ในเอกสารนั้น ไม่สมบูรณ์

maxzaza
นักศึกษาใหม่
โพสต์: 5

พฤหัสฯ. ม.ค. 18, 2007 7:08 pm  

ส่วนมากจะอยู่ในเรื่องของหน้าที่นำสืบนะ
ประเด็นอะ

ยยฟายนืเ

พุธ ก.พ. 07, 2007 6:42 pm  

:-[ B-)  <br>

123

พุธ ก.พ. 07, 2007 8:14 pm  

พี่เว้นวรรคเป็นไหมครับ :-[ )-( 

เด็กใหม่ราม

พฤหัสฯ. พ.ย. 15, 2007 8:35 am  

ขอบคุณครับ ที่แนะนำB-) 

เบน

อังคาร พ.ค. 04, 2010 12:21 pm  

สวัสดีคะ อยากรบกวนขอตัวอย่าง คำเบิกความ การไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่คะ

ทนายอภิชาต081-5522-971

อังคาร พ.ค. 04, 2010 4:12 pm  

<div class=quote>ความคิดเห็นคุณ เบน : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 12:21 <br>สวัสดีคะ อยากรบกวนขอตัวอย่าง คำเบิกความ การไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่คะ</div> กำลังจะทำอยู่พอดี  ไต่สวน  17  พ.ค 2553  นี้

ทนาย_ต
ทนายไทย
โพสต์: 2467

อังคาร พ.ค. 04, 2010 8:56 pm  

<div class=quote>ความคิดเห็นคุณ ทนายอภิชาต081-5522-971 : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 16:12 <br><div class=quote>ความคิดเห็นคุณ เบน : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 12:21 <br>สวัสดีคะ อยากรบกวนขอตัวอย่าง คำเบิกความ การไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่คะ</div> กำลังจะทำอยู่พอดี  ไต่สวน  17  พ.ค 2553  นี้</div> ศาลไหนครับพี่ <br>

ทนายอภิชาต081-5522-971

อังคาร พ.ค. 04, 2010 10:57 pm  

<div class=quote>ความคิดเห็นคุณ ทนาย_ต : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 20:56 <br><div class=quote>ความคิดเห็นคุณ ทนายอภิชาต081-5522-971 : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 16:12 <br><div class=quote>ความคิดเห็นคุณ เบน : ตอบเมื่อ Tue 4 May 10 , 12:21 <br>สวัสดีคะ อยากรบกวนขอตัวอย่าง คำเบิกความ การไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่คะ</div> กำลังจะทำอยู่พอดี  ไต่สวน  17  พ.ค 2553  นี้</div> ศาลไหนครับพี่ <br></div> [b] ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราครับ

  •   ข้อมูลทั่วไป
  • ผู้ใช้งานขณะนี้

    กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน